หน้าแรก
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8
หน่วยการเรียนรู้ที่ 9
หน่วยการเรียนรู้ที่ 10
หน่วยการเรียนรู้ที่ 11
ติดต่อเรา

 

 

 

 
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
 

 

 

 

ประวัติความเป็นมาอำเภอบางละมุง

คำว่า “บางละมุง” หมายถึง เมืองที่อยู่ริมน้ำชาวเมืองมีอาชีพประมง
(บาง-เมือง,ริมน้ำ) ละมุงหรือละมุ (โป๊ะเล็กๆ ที่ทำไว้จับปลา)
อำเภอบางละมุงแต่เดิมมีฐานะเป็นเมืองบางละมุง ตั้งอยู่ที่บ้านบางละมุง ตำบลบางละมุง
จนถึงปีพ.ศ.2444 ได้ยุบเมืองบางละมุงเป็นอำเภอขึ้นต่อจังหวัดชลบุรี
โดยมีที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่บริเวณริมคลองนกยาง
ซึ่งขณะนั้นบริเวณดังกล่าวเป็นท่าน้ำที่สำคัญทั้งทางด้านการคมนาคมและเป็นที่ชุมนุมของเรือสินค้าต่างๆ
ต่อมาคลองนกยางตื้นเขินไม่สะดวกต่อเรือสินค้าต่างๆ จะล่องเข้าออก
ทั้งสภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมที่จะขยายชุมชนให้กว้างขวาง
นายอำเภอสมัยนั้น คือ นายเจิม (ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสัตยานุกูล)
จึงย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่ใหม่บริเวณริมทะเลในตำบลนาเกลือ เมื่อพ.ศ.2452
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2495 เกิดวาตภัยร้ายแรง
ตัวอาคารที่ว่าการอำเภอพังเสียหายจนไม่สามารถใช้การได้
จึงได้ย้ายไปตั้งที่ทำการชั่วคราวที่โรงเรียนบางละมุง ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท 
ต่อมา พ.ศ.2496 ทางราชการได้อนุมัติเงินงบประมาณให้สร้างที่ว่าการอำเภอหลังใหม่
บริเวณใกล้ๆ กับโรงเรียนบางละมุง และได้ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติราชการจนทุกวันนี้
อำเภอบางละมุงมีนายอำเภอบางละมุงคนแรกคือ นายเรไร
เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2445 (ร.ศ.120)

ข้อมูลทั่วไปของอำเภอบางละมุง(Amphoe Bang Lamung)

อำเภอบางละมุง มีพื้นที่727ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์   2004                           
รหัสไปรษณีย์     20150
ที่ว่าการอำเภอบางละมุง  ตั้งอยู่ถนนสุขุมวิท ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 20150
พิกัด     12°58′36″N 100°54′48″E
หมายเลขโทรศัพท์ 0 3822 2480, 0 3822 1124 
หมายเลขโทรสาร          0 3822 2025 ต่อ 115
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปลักษณะภูมิอากาศร้อนชื้นมี 3 ฤดู ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว
อาชีพหลัก ได้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การเกษตร การประมง 
อาชีพเสริม ได้แก่ บริการนักท่องเที่ยวทุกประเภท ค้าขาย 
ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่มันสำปะหลัง สับปะรด มะพร้าว  
ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญ(แม่น้ำ/บึง/คลอง)ได้แก่อ่างเก็บน้ำมาบประชัน อ่างเก็บน้ำชากนอก 
      ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอบางละมุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัด
ห่างจากอำเภอเมืองชลบุรีไปทางใต้ประมาณ 45 กิโลเมตร
และห่างจากกรุงเทพฯ 142 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ข้างเคียงดังต่อไปนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอศรีราชา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอปลวกแดง อำเภอนิคมพัฒนา และอำเภอบ้านฉาง (จังหวัดระยอง)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอสัตหีบ
ทิศตะวันตก จรดอ่าวไทย

 

แผนที่อำเภอบางละมุง

 

     
 

แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรี

คำขวัญประจำอำเภอบางละมุง
ชายหาดงามตา เมืองพัทยาขึ้นชื่อ เลื่องลือเกาะล้าน ตำนานทัพพระยา ล้ำค่าวัดญาณฯ

     
 

 

 

เลื่องลือเกาะล้าน

เกาะล้าน เป็นเกาะในอ่าวไทย อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองพัทยาอยู่ในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี 
มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3,500 ไร่ ตั้งอยู่ในแนบขนานกับหาดพัทยา
ห่างจากฝั่งออกไปเพียงประมาณ 7.5 กิโลเมตร
การเดินทางโดยทางเรือเร็ว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที และเรือโดยสารประมาณ 40 นาที
หมู่เกาะล้านแต่เดิมเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ในนามว่า “หมู่เกาะปะการัง” (Coral Islands)
เพราะอุดมไปด้วยปะการังนานาชนิด เป็นแหล่งปะการังที่สมบูรณ์แห่งหนึ่งของประเทศ
โดยมีเกาะครกและเกาะสากเป็นบริวารปัจจุบันเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักเที่ยว
ทั้งชาวไทยและต่างประเทศโดยสามารถเดินทางได้ทั้งจากเรือสปีดโบ้ท หรือเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือแหลมบาลีฮาย
ซึ่งจะไปเทียบท่าที่ท่าเรือหน้าบ้านและหาดตาแหวน

 
เกาะล้านในอดีต
ในอดีต เกาะล้านมีประชากรอาศัยสืบต่อ ๆ กันมาหลายชั่วอายุคน มีอาชีพเกษตรกรรมทำไร่ทำสวน และประมง
ดังหลักฐานคือ ต้นมะพร้าวอายุกว่าร้อยปี และชื่อของสถานที่เรียกต่างๆ บนเกาะล้าน เช่น ท่าบรรทุก ท่าไร่ ท่าตลิ่งชัน
เป็นที่ใช้ขนผลผลิตลงเรือไปขายที่ฝั่ง เกาะล้านเคยมีฐานะเป็นตำบลเกาะล้านมี 2 หมู่บ้าน
เคยมีกำนันมาแล้วถึง 4 คน มีวัด และโรงเรียน ชาวเกาะล้านมีฐานะดีมีทรัพย์สิน เงิน ทองมาก
จึงเคยมีโจรสลัดขึ้นปล้นบนเกาะ ได้ทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก
อีกทั้งยังเคยเกิดโรคอหิวาระบาด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ความที่เกาะล้านอยู่ห่างจากชายฝั่งมากการคมนาคมไม่สะดวก
ทางราชการดูแลไม่ทั่วถึง ตำบลเกาะล้านจึงถูกยุบลงพร้อมๆ กับตำบลเขาไม้แก้ว และตำบลตะเคียนเตี้ย
เกาะล้านจึงเหลือเพียงหมู่บ้านเดียวและไปขึ้นรวมกับตำบลนาเกลือนับแต่นั้นมา
มีผู้ใหญ่บ้านมาอีก 3 คน ก่อนที่เกาะล้านและตำบลนาเกลือจะขึ้นอยู่ในความปกครองของเมืองพัทยา
โดยรับโอนมาจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2521 เป็นต้นมา
 

ภูมิประเทศ
พื้นที่มีลักษณะเป็นรูปห้าเหลี่ยมด้านไม่เท่า มีพื้นที่ประมาณสามพันห้าร้อยไร่ สามารถที่จะวัดความยาวของเกาะล้าน จากทิศเหนือจนถึงทิศใต้ ได้ความยาวประมาณ 4.65 กม.
ในส่วนของความกว้างของเกาะล้านส่วนที่มีความกว้างมากที่สุดสามารถวัดได้ประมาณ 2.15 กม.

สถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะล้าน
หาดสังวาลย์
เป็นหาดอีกหาดหนึ่งที่อยู่ติดกับหาดตาแหวนมีความยาว 150 เมตร มีความสงบ จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่ชอบนอนอาบแดด หาดสังวาลย์จะสวยงามมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน
หาดทองหลาง
เป็นชายหาดขนาดเล็กที่เงียบสงบเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนแบบส่วนตัว กิจกรรมหลักของหาดทองหลางคือการดำน้ำดูปะการัง บริเวณปลายหาดที่เชื่อมต่อกับหาดตาแหวน ทั้ง 2 ด้านนี้
ยังมีแนวปะการังน้ำตื้นที่สวยงามและมีบริการเดินชมปะการังใต้น้ำแบบ Sea Walker ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาใช้บริการ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบปะการังแต่ไม่ชอบการดำน้ำที่หาดนี้ยังมีบริการเรือท้องกระจก
ให้สามารถลงไปชมปะการังได้อย่างใกล้ชิด
หาดตายาย
เป็นชายหาดส่วนตัวที่มีสภาพสงบและร่มรื่น มีน้ำทะเลที่ใส หาดทรายขาวสะอาด ความยาวประมาณ 100 เมตร เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่ชอบนอนอาบแดด สองฝั่งของชายหาดประกอบไปด้วยหินก้อนใหญ่
เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวที่ชอบความเป็นส่วนตัว และในช่วงหน้าหนาวปลายปีต้นไม้บริเวณนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีส้มสวยงามมาก
หาดแสม
อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ เป็นหาดทรายยาวประมาณ 700 เมตร มีโขดหินและพื้นป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์มีความสวยงาม เงียบสงบ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและการเล่นน้ำ มีน้ำทะเลสีครามและหาดทรายที่ขาวสะอาด
ปัจจุบันมีการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรวมทั้งปลูกต้นไม้ สร้างลานอเนกประสงค์ อาคารร้านค้าร้านขายอาหารที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเส้นทางสัญจรที่สามารถเดินทางไปมาได้อย่างสะดวก
จึงเป็นชายหาดอีกแห่งหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะชาวต่างชาติแถบยุโรป อีกทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งของอาคารปลากระเบนสำหรับควบคุมการผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมและโซล่าเซลล์ 
หาดเทียน
เป็นหาดที่สวยงามแห่งที่สองมีความยาวของหาดประมาณ 500 เมตร อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ หาดทรายแห่งนี้มีความสวยงามไม่แพ้หาดตาแหวนแต่มีขนาดเล็กและเงียบสงบ
จึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัว
หาดนวล
อยู่ทางตอนใต้ของเกาะล้าน เป็นหาดขนาดเล็กยาวประมาณ 250 เมตร เป็นพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์เป็นของเอกชน สภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดเป็นปะการังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เนื่องจากไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวมากนัก
จุดชมวิวเขานม
เป็นจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดของเกาะล้านตั้งอยู่บริเวณเขานมใกล้ ๆ กับหาดแสมที่นักท่องเที่ยวสามารถเดิน หรือใช้บริการรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างขึ้นไปชมความสวยงามของท้องทะเลสีครามกับตัวเมืองพัทยา
ที่ธรรมชาติช่างสร้างสรรค์ได้งดงามกลมกลืนดุจภาพวาด ที่ทุกคนต้องประทับใจ และบริเวณนี้ยังเป็นสถานที่สำหรับนักปั่นจักรยานเสือภูเขาที่ชื่นชอบธรรมชาติ
จุดชมวิวกังหันลม
เป็นจุดชมวิวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งบนเกาะล้าน เพราะมีกังหันลมที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับเกาะล้านเรียงรายกันอยู่มากมาย นอกจากนั้นหากขี่รถขึ้นไปอีกหน่อย จะพบจุดชมวิวที่สามารถเดินดูได้รอบด้าน
เป็นจุดชมวิวที่สวยงามมากทีเดียว แต่การขับขี่ยานพาหนะอาจจะต้องระวังนิดนึง เพราะทางค่อนข้างชัน

พิกัดเกาะล้าน : 12.9182500, 100.777197
 
     
 

ประวัติศาสตร์เมืองพัทยา พุทธศักราช 2491
ปีพ.ศ.2491 ได้มีการบุกเบิกพัฒนาที่ดินของเมืองพัทยา
โดยได้มีบุคคลสำคัญ คือคุณปริญญา ชวลิตธำรง
ซึ่งท่านได้ซื้อที่ดินบุกเบิกและสร้างความเจริญให้กับเมืองพัทยา
เมื่อท่านได้เล็งเห็นถึงมนต์เสน่ห์ของหาดทรายขาว น้ำทะเลใส
ทัศนียภาพที่สวยสดงดงาม หาดทรงโค้งครึ่งวงกลม
และคาดการณ์ถึงความเจริญในภายภาคหน้า จึงตัดสินใจซื้อที่ดิน
ระหว่างบุกเบิกพัฒนา คุณปริญญา ชวลิตธำรง 
ได้นำเสนอและขอร้องท่านนายอำเภอให้เปลี่ยนภาษาเขียน
เพราะเห็นว่าการเขียนแบบเดิมนั้นไม่ทันสมัยและโบราณ
โดยเปลี่ยนจาก “พัทธยา” นำ ธ.ธง ออก
มาเป็นคำว่า “พัทยา” ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน
ต่อมาภายหลังคุณปริญญา ชวลิตธำรง  ได้มอบที่ดินให้กับทางเมืองพัทยา
จำนวน 10 ไร่ เพื่อเป็นที่ตั้งของศาลาว่าการ “เมืองพัทยา” ในปัจจุบัน
(สมัยท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีและท่านเป็นประธานวางศิลาฤกษ์)
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2523
ตลอดจนมอบที่ดินเพื่อสร้างสาธารณะประโยชน์
ถนนพัทยา – นาเกลือ (เส้นสุขุมวิท ในปัจจุบัน)
ความกว้าง   20 – 30 เมตร
และท่านได้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาเมืองพัทยา ถึง 5 วาระ

 

ตำนานทัพพระยา

ปีพ.ศ.2310 ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่า 3 เดือน พระยาตาก (สิน)
ขณะนั้นยังเป็นพระยากำแพงเพชร  ลงความเห็นว่า
หากกรุงศรีอยุธยายังต่อสู้กับพม่าอย่างอ่อนแอเช่นนี้
ต่อไปจะต้องสูญเสียกรุงให้พม่าอย่างแน่นอน
พระยากำแพงเพชรจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกออกไปตั้งหลักใหม่
ให้มีกำลังทัพเข้มแข็งขึ้นค่อยกลับมากู้กรุงคืน
พระยากำแพงเพชรได้เริ่มเคลื่อนทัพออกจากค่ายวัดพิชัยมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
สู้พลางร่นถอยหนีการตามล่า ของทหารพม่าไปพลาง จนกระทั่งเลยเข้าแขวงเมืองชลบุรี
พระยากำแพงเพชรหยุดพักทัพที่บริเวณหน้าวัดใหญ่อินทารามในปัจจุบัน
แล้วเดินทัพมุ่งตรงไปยังจันทบุรี ระหว่างทางได้พักที่บ้านหนองไผ่ 
ตำบลนาเกลือ
แขวงเมืองบางละมุง ปัจจุบันอยู่ด้านหลังสถานีตำรวจภูธรพัทยา
ตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาเล่ม 2 กล่าวเอาไว้ว่า
ขณะที่ นายกลม เป็นนายชุมนุมคุมไพร่พลอยู่ที่นั่น
ตั้งทัพคอยสกัดคิดจะต่อรองพระยากำแพงเพชรในตอนนั้นขึ้นช้างพลายถือปืนนกสับรางแดงพร้อม
ด้วยพลทหารที่ร่วมเดินทางมาแห่ล้อมหน้าหลัง ตรงเข้าไปในระหว่างพวกพลนายกลมมาสกัดอยู่
ด้วยเดชะบารมีบันดาลให้นายกลมเกิดเกรงกลัวพระเดชานุภาพวางอาวุธสิ้น
พาพรรคพวกพลเข้าร่วมกองทัพกับพระยากำแพงเพชร
จากนั้นพระยากำแพงเพชรก็นำทัพไปหยุดประทับ ณ สถานที่ที่มีหนองน้ำ
ครั้งรุ่งขึ้น หรือวันอังคารแรม 6 ค่ำ เดือนยี่นายกลมจึงนำไพร่พลหมื่นหนึ่งนำทัพไปถึง ณ ตำบลหนึ่ง
และหยุดพักเสียหนึ่งคืน วันต่อมาจึงเดินทัพมาถึงนาจอมเทียน และทุ่งไก่เตี้ยสัตหีบ 
โดยหยุดพักแรมแห่งละคืน ต่อมาชาวบ้านก็เรียก ตำบลนี้ว่า ทัพพระยา 
และเปลี่ยนมาเรียกใหม่ พัทธยา เนื่องจากเห็นว่าตรงบริเวณที่พระยาตากมาตั้งทัพนั้นทำเลดี
และมีลมทะเลชื่อ ลมพัทธยา ซึ่งก็คือลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
ไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือในต้นฤดูฝน
จึงเรียกสถานที่ แห่งนี้ว่า หมู่บ้านพัทธยา ต่อมาปัจจุบันคำว่า พัทธยา ได้เขียนใหม่เป็น พัทยา

จากประวัติศาสตร์ สู่ตราสัญลักษณ์เมือง
การแวะมาพักทัพของ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ทำให้ชาวพัทยาผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ทรงยกย่องถวายพระเกียรติพระองค์ท่านว่า “มหาราช”
รัฐบาล ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ บริเวณหน้า “ศาลาว่าการเมืองพัทยา” เพื่อน้อมรำลึกในพระเกียรติประวัติ เกียรติยศและเกียรติคุณให้ปรากฏกับอนุชนรุ่นหลังตราบเท่าทุกวันนี้
จากประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญจึงเป็นที่มาของ “ตราสัญลักษณ์ประจำเมืองพัทยา” ซึ่งเป็น รูปทรงกลมสองวงซ้อนกัน ภายในวงกลมมีภาพทหารโบราณขี่ม้าอยู่บนหน้าผา ด้านหลังคนขี่ม้านั้นมีภาพชายหาด ทะเล และเกาะ
 

ความหมายของตราสัญลักษณ์
รูปทรงกลมสองวงซ้อนกัน  หมายถึง “ความเจริญรุดหน้าอย่างต่อเนื่องของเมืองพัทยา”
ภาพทหารโบราณขี่ม้าอยู่บนหน้าผา หมายถึง “ความเป็นเอกราช (เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเคยแวะมาพักทัพที่พัทยา ก่อนที่จะเข้าตีเมืองจันทบุรีและกลับไปกอบกู้เอกราชของชาติ)
ภาพชายหาด ทะเล และ เกาะ ที่อยู่ด้านหลังคนขี่ม้านั้น หมายถึง “สภาพทั่วไปของเมืองพัทยา”

เมืองพัทยามีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองส่วนท้องถิ่นข้างเคียงดังต่อไปนี้
1.ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตเทศบาลตำบลบางละมุงและเขตเทศบาลตำบลหนองปลาไหล
2.ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตเทศบาลตำบลหนองปลาไหลและเขตเทศบาลเมืองหนองปรือ
3.ทิศใต้ ติดต่อกับเขตเทศบาลตำบลห้วยใหญ่และเขตเทศบาลตำบลนาจอมเทียน (อำเภอสัตหีบ)
4.ทิศตะวันตก จรดอ่าวไทย เกาะล้าน เกาะสาก เกาะครก
เมืองพัทยามีพื้นที่ทั้งหมด 208.10 ตารางกิโลเมตร (130,062.50 ไร่)ประกอบไปด้วย
1.พื้นดิน (รวมเกาะล้าน) 53.84 ตารางกิโลเมตร (33,400 ไร่)
2.พื้นน้ำ 154.66 ตารางกิโลเมตร (96,662.50 ไร่)
3.เกาะล้าน 4.07 ตารางกิโลเมตร (2,543.75 ไร่)
พิกัดเมืองพัทยา : 12.927500, 100.875278

 

แผนที่เมืองพัทยา

   
 

ล้ำค่าวัดญาณฯ

 

ประวัติวัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร

ปีพ.ศ.2519 นายแพทย์ขจรและคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ และครอบครัว ได้ถวายที่ดินเพื่อขอให้สร้างวัดเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่เศษ ต่อมาคณะผู้สร้างวัดได้ซื้อที่ดินเพิ่มรวมได้เนื้อที่ 366 ไร่ 2งาน 11ตารางวา
เพื่อขอสร้างวัด วัดได้รับการอนุญาตให้สร้างเป็นสำนักสงฆ์ญาณสังวรารามเมื่อ พ.ศ.2520 และเปลี่ยนเป็นวัดญาณสังวรารามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
ตามพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2525 ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2531 มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการในราช กิจจานุเบกษา เรื่อง ยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง
ความว่า ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดญาณสังวราราม ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร
ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2531 มีผลตั้งแต่ 4 มีนาคม 2531 
ชื่อของวัดตั้งตามสมณศักดิ์ เจ้าพระคุณสมเด็จญาณสังวร ซึ่งเป็นสมณศักดิ์ในครั้งนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
          ข้อมูลทั่วไปของวัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร
          ที่ตั้ง : อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
          ประเภท : พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร
          นิกาย : ธรรมยุติกนิกาย
          พระประธาน : สมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์
          พระพุทธรูปสำคัญ : พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา
วัดญาณสังวราราม ได้วางแผนผังและรูปแบบในการสร้างวัด โดยแบ่งพื้นที่ เป็น 4 เขต คือ
     เขตที่ 1 เขตพุทธาวาส เป็นสถานที่ตั้งปูชนียสถาน โบราณวัตถุ มีพระอุโบสถ พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ พระมหามณฑป พระพุทธบาท ภปร.สก. ศาลาอเนกกุศล สว.กว. และศาลาอเนกกุศล มวก.สธ.เป็นต้น
     เขตที่ 2 เขตสังฆาวาส แบ่งเป็นสองส่วน คือ พื้นที่ส่วนล่างและพื้นที่ส่วนบน ประกอบด้วยพื้นที่เขาชีโอนและเขาชีจรรย์ และทั้ง 2 พื้นที่ใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างเสนาสนะกุฏิน้อยใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุ สามเณร เป็นต้น
     เขตที่ 3 เขตโครงการพระราชดำริ เป็นสถานที่โครงการพระราชดำริ มีเรือนรับรอง อ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรกรรม โรงพยาบาลศูนย์การฝึกอบรมพิเศษ วนอุทยาน บริเวณอนุรักษ์สัตว์ป่าและป่าไม้ เป็นต้น
     เขตที่ 4 เขตอุบาสกอุบาสิกา เป็นสถานที่ตั้งศาลาโรงธรรม ที่พักอาศัยของบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มาอยู่ประพฤติธรรม รักษาศีลฟังธรรม ปฏิบัติจิตตภาวนา เป็นต้น

 
 

พระอุโบสถ

เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น ขนาดกว้าง 13.30 เมตร ยาว 21.00 เมตร
ลักษณะทรงจีน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ หน้าบันลายปูนปั้น
สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีมหาราช
โดยดัดแปลงจากแบบพระอุโบสถเก่าคณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2523
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตัดลูกนิมิตพระอุโบสถ
ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และทรงวางศิลาพระฤกษ์พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์
เมื่อวันศุกร์ที่ 30 เมษายน 2525 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
ได้รับการถวายพระนามว่า “สมเด็จพระพุทธญาณนเรศวร์” 
สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
มีขนาดประมาณองค์พระพุทธชินสีห์ในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร 
หน้าพระเพลา 5 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดำเนินเททองหล่อ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2523
ณ บริเวณมณฑลพิธีหน้าพระอุโบสถเก่าคณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร

 
     
 

พระบรมธาติเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์

          สร้างน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และพระบรมราชวงศ์จักรี มีฐานกว้าง 39.00 เมตร สูง 39.00 เมตร ได้เริ่มดำเนินการสร้างมาตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524
ชั้นล่างเป็นห้องโถงใหญ่ เพื่อการบำเพ็ญกุศลต่างๆ ชั้นทีสองประดิษฐานพระเจดีย์ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โดยมีชนวนจากพื้นปฐพีถึงที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
ด้านนอกชั้นที่สามมีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ คือ พระภปร. ด้านหน้า พระไพรีพินาศ (ด้านขวาของพระภปร.) และพระชินราชสีหศาสดา (ด้านซ้ายของพระภปร.)
ส่วนชั้นที่ 2 เป็นซุ้มตราพระมหาจักรีซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงอัญเชิญขึ้นประดิษฐานเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2528

ภายในพระบรมธาติเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์

     
 

เจดีย์พุทธคยา

เพื่อระลึกถึงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณทองใบ เร่งเพียร (เจ้าของร้านขายทองแม่ทองใบ) ได้มาขอเป็นเจ้าภาพสร้างสังเวชนียสถานในวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์
และเจาะจงสร้างพระเจดีย์พุทธคยาจำลองสถานที่ทรงตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นสังเวชนียสถานในวัดญาณสังวรารามฯ
พระเจดีย์พุทธคยายังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อย การก่อสร้างต้องหยุดชะงักไประยะหนึ่ง เนื่องจากเจ้าภาพป่วย และมีงานประดิษฐ์ตกแต่งประณีตจำนวนมาก การสร้างให้เสร็จต้องใช้เงินหลายสิบล้าน
ต่อมาคุณบัณฑูร ล่ำซำ ได้ปวารณาขอสร้างต่อจนเสร็จเรียบร้อย เจดีย์พุทธคยาเป็นปูชนียสถานที่สวยที่สุดในวัดญาณสังวรารามฯ
พระเจดีย์พุทธคยา ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอ่างเก็บน้ำ ในบริเวณวัดญาณสังวรารามมีทางรถยนต์เข้าถึงองค์พระเจดีย์ได้ในด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของอาคาร
พระเจดีย์พุทธคยาแห่งนี้ มีผังพื้นเป็นแบบสมมาตร รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ความกว้างยาวเท่ากันด้านละ 22.50 เมตร ล้อมรอบด้วยพระระเบียง ซึ่งวัดในช่องฐานรอบนอกได้กว้างยาวเท่ากันด้านละ 42 เมตร
พื้นที่ระหว่างองค์พระเจดีย์กับพระระเบียงเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ให้แสงสว่างกับอาคารทั้งด้านในของพระระเบียงและด้านนอกขององค์พระเจดีย์ นอกจากนั้น ยังมีกำแพงแก้วย่อมุมไม้สิบสองล้อมรอบพระระเบียงอีกทอดหนึ่ง
วัดความกว้างรอบนอกได้ กว้างด้านละ 66 เมตร พระเจดีย์องค์นี้ มีทางเข้า 4 ด้าน ซึ่งตั้งอยู่กลางพระระเบียงทั้ง 4 ทิศ โดยทิศตะวันออกถือเป็นทางเข้าหลัก

พิกัด : 12.789752, 100.958458

 

     

 

 

 

Top Page

TOP

PAGE

ข้อมูลอ้างอิง

 

   
ห้องเรียนครูอู๋ นายภาณุพงศ์ อนันต์ชัยพัทธนา ปริญญาโท ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (ค.ม.) วิจัยการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
ปัจจุบันสอนอยู่ที่โรงเรียนสุรศักดิ์วิทยาคม ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สังกัด สพม.18