หน้าแรก
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8
หน่วยการเรียนรู้ที่ 9
หน่วยการเรียนรู้ที่ 10
หน่วยการเรียนรู้ที่ 11
ติดต่อเรา

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

 

 

 

 

ประวัติความเป็นมาอำเภอพนัสนิคม

อาณาเขตเมืองพนัสนิคมเดิมนั้น มีพื้นที่ครอบคลุมอำเภออื่นๆในปัจจุบันของจังหวัดชลบุรี ดังนี้
1.บ้านท่าตะกูดเดิมขึ้นอยู่กับพนัสนิคมก่อนจัดตั้งเป็นอำเภอท่าตะกูดและเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอพานทอง
2.ตำบลคลองพลู เดิมขึ้นอยู่กับพนัสนิคม ก่อนที่จะโอนมาขึ้นกับอำเภอบ้านบึงเมื่อปีพ.ศ.2418 และได้ยกฐานะเป็นอำเภอหนองใหญ่
3.ตำบลพนัสนิคมเดิมขึ้นอยู่กับพนัสนิคม โดยต่อมาได้ยกฐานะเป็นอำเภอพนัสนิคม เมื่อปีพ.ศ.2528
4.ตำบลเกาะจันทร์ และตำบลท่าบุญมี เดิมขึ้นอยู่กับพนัสนิคม โดยต่อมาได้ยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอเกาะจันทร์ เมื่อปีพ.ศ.2550
ชุมชนเก่าสุดที่พบในพนัสนิคม อยู่บ้านโคกพนมดี ตำบลท่าข้าม สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยนักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูกเจ้าแม่ (หมอผี, หัวหน้าเผ่า) มีลูกปัดนับแสนเม็ดฝังรวมอยู่เมืองเก่าสมัยทวารวดี มีอายุราว 1,500 ปี
อยู่ในตำบลหน้าพระธาตุ ต่อมาเรียกสมัยหลังว่าเมืองพระรถ (ชื่อสมมุติจากรถเสนชาดกในปัญญาสชาดก เป็นที่แพร่หลายในชาวลาว) อายุอยู่ในราวหลังปีพ.ศ.1000
เมืองโบราณยุคทวารวดีที่พนัสนิคมนี้ได้ลดความสำคัญลงและในที่สุดรกร้างไปราวหลังปีพ.ศ.1500 เพราะเส้นทางคมนาคมเปลี่ยนไปแล้วมีบ้านเมืองแห่งใหม่ใกล้ทะเลเติบโตมีความสำคัญแทนที่
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานนามเมืองว่าพนัสนิคม

 

เมืองพนัสนิคม โดยกำเนิดเมืองขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชานุญาตให้กลุ่มลาวอาสาปากน้ำ
มาสร้างภูมิลำเนาขึ้นในพื้นที่รกร้างระหว่างเมืองชลบุรีกับเมืองฉะเชิงเทราในปีพ.ศ.2371
และพระราชทานนามเมืองว่าพนัสนิคม มีฐานะเป็นเมืองจัตวาขึ้นกับกรมท่า กรุงเทพมหานคร
ให้ท้าวอินทพิศาล ปลัดลาวเมืองสมุทรปราการ บุตรชายคนโตของท้าวไชย อุปฮาดเมืองนครพนม
ให้เป็นเจ้าเมืองพนัสนิคมคนแรกและพระราชทานราชทินนามและบรรดาศักดิ์ที่พระอินทรอาษา
มีข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 เล่ม 2 หน้า 180 กล่าวว่า
“พวกลาวอาสาปากน้ำ ตั้งขึ้นเมื่อครั้งในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้าสุลาลัย
ภายหลังเมื่อปีชวดสัมฤทธิศก พวกลาวไม่สบาย ขอไปตั้งอยู่ที่เมืองพระรถ
จึงโปรดให้ตัดเอาแขวงเมืองชลบุรี เมืองฉะเชิงเทรา มาตั้งเป็นเมืองขึ้นชื่อเมืองพนัสนิคม
เจ้าเมืองชื่อพระอินทรอาษา” ลาวบุกเบิกเมืองพนัสนิคมเป็นลาวเมืองนครพนม ประมาณ 2,000 คน
นำโดยท้าวไชย อุปฮาดเมืองนครพนม บุตรชายชองพระบรมราชา (ท้าวอุ่นเมือง)
เจ้าเมืองนครพนมคนเก่าไม่สมัครใจอยู่ในปกครองของพระบรมราชา (ท้าวมัง)
เจ้าเมืองนครพนมคนใหม่จึงอพยพพาสมัครพรรคพวกบุตรหลานท้าวเพี้ย
ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2352
และโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่คลองมหาวงษ์ เมืองสมุทรปราการ
ยุคนั้นจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่าพวกลาวอาสาปากน้ำ
แต่ทนสภาพแวดล้อมไม่ไหว เพราะเป็นชาวดอนน้ำจืด ถูกให้ไปอยู่เมืองลุ่มน้ำกร่อยและเค็ม
เลยขอเปลี่ยนไปอยู่ที่อื่น ซึ่งสภาพใกล้เคียงที่ดอน จึงได้ไปอยู่เมืองพนัสนิคม

ในปีพ.ศ.2372 พระอินทรอาษา เจ้าเมืองพนัสนิคม
ได้ไปเกลี้ยกล่อมครอบครัวลาวเมืองนครพนมมาอยู่ที่เมืองพนัสนิคมอีกจำนวนหนึ่ง
ในปีพ.ศ.2391 พระอินทรอาษา เจ้าเมืองพนัสนิคม
คุมลาวเมืองพนัสนิคมยกไปทางบกปราบกบฏจีนตั้วเหี่ย เมืองฉะเชิงเทรา
ในปีพ.ศ.2394 พระอินทรอาษา เจ้าเมืองพนัสนิคม
คุมลาวเมืองพนัสนิคมร่วมเป็นกองกำลังอารักขาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร เสด็จขึ้นเสวยราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองราชอาณาจักร
โดยการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล ให้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย
เมืองพนัสนิคมจึงเข้าอยู่ในมณฑลปราจีนบุรี ดังมีบันทึกว่า “รวมหัวเมืองทางลำน้ำบางปะกง คือ
เมืองปราจีนบุรี 1 เมืองนครนายก 1 เมืองพนมสารคาม 1 เมืองฉะเชิงเทรา 1 รวม 4 หัวเมือง
เป็นเมืองมณฑล 1 เรียกว่า มณฑลปราจีน ตั้งที่ว่าการมณฑล ณ เมืองปราจีน
ต่อเมื่อโอนหัวเมืองในกรมท่ามาขึ้นกระทรวงมหาดไทย
จึงย้ายที่ทำการมณฑลลงมาตั้งที่เมืองฉะเชิงเทรา
เพราะขยายอาณาเขตมณฑลต่อลงไปทางชายทะเล
รวมเมืองพนัสนิคม เมืองชลบุรี และเมืองบางละมุง เพิ่มให้อีก 3 รวมเป็น 7 เมืองด้วยกัน
แต่คงเรียกชื่อว่ามณฑลปราจีนอยู่ตามเดิม”
ต่อมาในสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มีพระราชบัญญัติ
ระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476
ได้ยกเลิกเขตการปกครองแบบ “เมือง” ทั่วราชอาณาจักร แล้วตั้งขึ้นเป็น “จังหวัด” แทน
โดยเมืองพนัสนิคม เมืองชลบุรี และเมืองบางละมุงรวมกันกลายเป็นจังหวัดชลบุรี
คำว่า “พนัสนิคม” พนัส แปลว่า ป่า , นิคม แปลว่า หมู่บ้านใหญ่  พนัสนิคม จึงแปลว่า หมู่บ้านใหญ่ ในป่า
อำเภอพนัสนิคมมีนายอำเภอพนัสนิคมคนแรกคือ หลวงสัจจพันธุ์คีรี ศรีรัตนไพรวัน เจฏิยาสัน คามวาสี นพ-คูหาพนมโขลน
นามเดิมว่า บัว ไม่ทราบนามสกุล เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2448 (ร.ศ.123)
 

ข้อมูลทั่วไปของอำเภอพนัสนิคม(AmphoePhanatNikhom)

อำเภอพนัสนิคมมีพื้นที่450.9 ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์2006
รหัสไปรษณีย์20140,20240 
(เฉพาะหมู่ที่ 4-5, 8-11, 14-15 ตำบลนาเริก และหมู่ที่ 4-6, 10-11 ตำบลนาวังหิน)
ที่ว่าการอำเภอพนัสนิคมตั้งอยู่ถนนเมืองเก่า ตำบลพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 20140
พิกัด     13°27′6″N 101°10′36″E
หมายเลขโทรศัพท์0 3846 1122, 0 3847 3789  
หมายเลขโทรสาร          0 3846 1122, 0 3847 3789
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปมีลักษณะอากาศแบบฝนเมืองร้อน ทำให้ภูมิอากาศในช่วงฤดูร้อน อากาศไม่ร้อนจัด
ฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัด อุณหภูมิเฉลี่ย 21-36 องศาเซลเซียส
อาชีพหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม
อาชีพเสริม ได้แก่ รับจ้าง
ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ทำนา ทำไร่มันสำปะหลัง/สับปะรด/อ้อยโรงงาน ทำสวน พืชผัก 
ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญ(แม่น้ำ/บึง/คลอง) ได้แก่ คลองหลวง คลองสาริกา 

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอพนัสนิคมตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดชลบุรี 
ห่างจากตัวจังหวัดไปทางตะวันออกประมาณ 22 กิโลเมตร
ตามเส้นทางถนนศุขประยูร มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่การปกครองข้างเคียงดังต่อไปนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแปลงยาวและอำเภอบ้านโพธิ์ (จังหวัดฉะเชิงเทรา)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเกาะจันทร์
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอพนัสนิคมและอำเภอบ้านบึง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอพานทอง

 

 

 

     
 

แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี

คำขวัญประจำอำเภอพนัสนิคม
พระพนัสบดีคู่บ้านจักสานคู่เมือง ลือเลื่องบุญกลางบ้าน ตำนานพระรถเมรี ศักดิ์ศรีเมืองสะอาด เก่งกาจการทายโจ๊ก

     
 

พระพนัสบดีคู่บ้าน

พ.ศ.2472 ได้มีผู้ขุดพบพระพุทธรูป "พระพนัสบดี"
ในบริเวณตำบลหน้าพระธาตุอำเภอพนัสนิคมจังหวัดชลบุรี
เป็นพระพุทธรูปจำหลักจากศิลาดำเนื้อละเอียด
นักโบราณคดีกำหนดว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี 
พระพุทธรูปที่มีลักษณะเช่นพระพนัสบดีนี้ มีอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครหลายองค์
ทุกองค์งามสู้พระพนัสบดีองค์ที่ขุดพบนี้ไม่ได้
พระพนัสบดีเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่มีอายุ 1,200-1,300 ปี
พระพนัสบดีมีพุทธลักษณะแปลกกว่าพระพุทธรูปอื่นๆ คือเป็นพระพุทธรูปปางประทับยืนบนดอกบัว
ยกพระหัตถ์ทั้งสองเสมอพระอุระ จีบพระองคุลีพระหัตถ์ทั้งสอง
บนฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองมีลายธรรมจักร
เบื้องพระปฤษฎางค์มีประภามณฑล ประทับยืนบนสัตว์พาหนะที่แปลกพิเศษกว่าสัตว์ทังหลาย
เป็นภาพสัตว์ที่เกิดจากจินตนาการประติมากรผู้สร้างพระพุทธรูป
คือ นำโค ครุฑ หงส์ มารวมเป็นสัตว์ตัวเดียวกัน
สัตว์นั้นหน้าเป็นครุฑ เขาเป็นโค ปีกเป็นหงส์ โค ครุฑ หงส์
เป็นพาหนะของเทพเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวรทรงโค พระนารายณ์ทรงครุฑ พระพรหมทรงหงส์
เมื่อรวมเข้ากันจึงเป็นสัตว์พิเศษที่มีเขาเป็นโค มีจะงอยปากเป็นครุฑ และมีปีกเป็นหงส์
ผู้สร้างอาจหมายถึงพระพุทธเจ้าอาศัยศาสนาพราหมณ์เป็นพาหนะ ในการประกาศพระศาสนา
หรือหมายถึงพระพุทธเจ้าทรงชัยชนะแล้วซึ่งศาสนาพราหมณ์ก็ได้
พระพนัสบดีที่ขุดพบนี้ สูง 45 เซนติเมตร
สมัยพระยาพิพิธอำพลเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
พระพนัสบดีองค์จำลอง สร้างเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2517 เบิกฤกษ์ เวลา 15.00 น.
จำลองให้ขนาดใหญ่กว่าเดิม 3 เท่า ประดิษฐาน ณ หอพระพระพนัสบดี ถนนเมืองเก่า
ด้านทิศตะวันตกที่ว่าการอำเภอพนัสนิคม ตรงข้ามเทศบาลเมืองพนัสนิคม
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นเป็นโบราณสถาน
ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 52 หน้า 3684 เมื่อวันที่ 8 เดือนมีนาคม พ.ศ.2478
ส่วนองค์จริงกรมศิลปากรเก็บรักษาไว้ปีพ.ศ.2474
พระพนัสบดี พระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดีได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุแล้ว
โดยสันนิษฐานว่าพระพนัสบดีองค์จริงนั้น สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี 
และพระพนัสบดีองค์จำลอง ประดิษฐาน ณ หอพระพระพนัสบดี 
ถนนเมืองเก่า ด้านทิศตะวันตกที่ว่าการอำเภอพนัสนิคม ตรงข้ามเทศบาลเมืองพนัสนิคม
อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
พิกัด : 13.451814, 101.176966

 

 


 
     
 

จักสานคู่เมือง

ประวัติเครื่องจักสานเมืองพนัสนิคม ในสมัยก่อนชาวอำเภอพนัสนิคมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา
หาปูหาปลามาเป็นอาหารในแต่ละวัน
จนกระทั่งได้มีการนำไม้ไผ่ที่หามาได้ในละแวกที่อยู่อาศัย
มาตัดสานทำเป็นอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆในการจับสัตว์น้ำเช่น
ไซ ข้อง ตุ้ม ลอบ รวมไปถึงตะแกรงเอาไว้ช้อนกุ้งหอยปูปลาตามหนองน้ำ
ต่อมาได้มีการสานฝาชีครอบกับข้าวเพื่อป้องกันแมลงต่างๆ ที่มาตอมอาหาร
และมีการสานให้มีลวดลายสีสันสวยงามขึ้น เป็นที่นิยมของคนทั่วไปและ
มีจำหน่ายกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น จึงมีการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อจัดตั้ง
“กลุ่มจักสาน ชุมชนย่อยที่ 1”  อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในปีพ.ศ.2544
มีสมาชิกจำนวน 45 คน ทำการผลิตผลงานและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับการจักสานไม้ไผ่ต่างๆ
เอาไว้จำหน่ายเป็นรายได้ให้แก่สมาชิก
และได้รับการคัดสรรสินค้าสุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ปี 2549
ประเภทผลิตภัณฑ์ ของใช้ของประดับตกแต่ง ของที่ระลึก ระดับ 4 ดาว
และได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนได้รับการคัดสรร ระดับ 5 ดาว
เพื่อผลิตผลงานและพัฒนาสินค้าเกี่ยวกับการจักสานไม้ไผ่ต่างๆ
ศูนย์เครื่องจักสานใหญ่ที่สุดในโลก (ร้านคุณปราณี  มูลผลา)
ตั้งอยู่เลขที่ 60 ซอยโรงฆ่าสัตว์ ถนนจันทร์อำนวย ตำบลพนัสนิคม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 20140
พิกัด : 13.455368, 101.179947

 

 

     
 

เมืองพระรถ

เมืองพระรถเป็นชุมชนเมืองโบราณ อยู่ที่ตำบลหน้าพระธาตุ อำเภอพนัสนิคม 
อยู่ห่างจากตัวอำเภอพนัสนิคมไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 2 กิโลเมตร
ไปทางถนนพนัสนิคม-ฉะเชิงเทรา ตัดทับส่วนหนึ่งของกำแพงและคูเมืองด้านทิศตะวันออก
จากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบ เชื่อว่าเมืองนี้เป็นเมืองในสมัยทวารวดี 
(ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-16) และเจริญสืบเนื่องมาจนถึงสมัยลพบุรี
(ประมาณพุทธศตวรรษที่ 17-18)
เมืองพระรถจัดว่าเป็นเมืองขนาดใหญ่สมัยทวารวดี ตั้งอยู่ระหว่างที่สูงกับที่ลุ่มมาบรรจบกัน
บริเวณรอบเมืองเป็นพื้นที่เหมาะแก่การเพาะปลูกข้าวแบบทดน้ำ มีลำน้ำไหลผ่านหลายสาย
ลำน้ำที่ไหลผ่านเข้ามาในเขตเมืองพระรถ ได้แก่ คลองสระกลาง คลองหลวง คลองพานทอง
คลองสระกลางไหลมาทางด้านทิศใต้ ผ่านตัวอำเภอพนัสนิคมและวัดเกาะแก้ว
มายังคูเมืองพระรถด้านตะวันออกเรียกว่า คลองเมือง
ดังนั้นเมืองนี้จึงมีสภาพเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมท้องถิ่น
เพราะมีลำน้ำต่างๆ เชื่อมต่อกับชุมชนอื่นๆ เช่น เมืองศรีมโหสถ
ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน เมืองพระรถ ตำบลหน้าพระธาตุ อำเภอพนัสนิคม
ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
โบราณสถานมีอยู่ 2 ประเภท คือ ร่องรอยผังเมือง และศาสนสถาน ได้แก่
1.ผังเมืองพระรถเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 1,550 x 850 เมตร
กำแพงเมืองเป็นคันดินสองชั้นสูงจากพื้นดินประมาณสองศอกเศษ ห่างกันชั้นละห้าวา
คูเมืองกว้างประมาณสามศอก
2.เนินพระธาตุเป็นศาสนสถานตั้งอยู่ตอนหลังของตัวเมืองด้านตะวันตก
เป็นเนินพระสถูปสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ เป็นฐานสถูปแบบทวารวดี
ทางด้านเหนือของเนินพระธาตุมีเนินดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ตั้งอยู่ติดกับสระน้ำโบราณ ชาวบ้านเรียกว่า สระฆ้อง 
บนเนินนี้มีหินปักอยู่ตามมุมทิศสำคัญ
สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นฐานโบสถ์หรือวิหาร

ภาพแสดงผังเมืองพระรถ

     
 

พระธาตุเมืองพระรถ

พระธาตุเมืองพระรถหรือเนินพระธาตุ เป็นโบราณสถานนอกเมืองพระรถ
ตั้งอยู่ที่บ้านโก่ย หมู่ที่ 4 ตำบลหน้าพระธาตุ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองพระรถตรงมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
องค์พระธาตุตั้งอยู่บนเนินดินกว้างประมาณ 32 เมตร สูงจากพื้นทุ่งนาโดยรอบประมาณ 4 เมตร
ฐานเดิมขององค์พระธาตุเป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ 11.70 เมตร ยาวประมาณ 13.40 เมตร
ก่อด้วยอิฐสูงประมาณ 1.60 เมตร ส่วนองค์พระธาตุกว้างด้านละประมาณ 3.50 เมตร
และสูงจากฐานประมาณ 7 เมตร เชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ
เนินพระธาตุนี้ได้ถูกทิ้งร้างไว้ระยะหนึ่ง ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2463
เอกชนเจ้าของที่ดินได้ก่อสร้างเจดีย์เพื่อเก็บกระดูกบรรพบุรุษ
จึงเป็นเจดีย์แทนพระธาตุองค์เก่าได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันก็ทรุดโทรมไปมากแล้ว
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อปี พ.ศ.2536
พิกัด : 13.467902, 101.158867

 

     
 

สระสี่เหลี่ยม

โบราณสถานสระน้ำ สระสี่เหลี่ยม
ตั้งอยู่ที่บ้านตม หมู่ที่ 6 ตำบลสระสี่เหลี่ยม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
เชื่อว่าเป็นแหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติที่ใช้ในชุมชนโบราณสมัยทวารวดี
ตัวสระเป็นศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดกว้างประมาณ 5 วา
ยาวประมาณ 5 วา และลึกประมาณ 7 ศอก
ได้ขุดตัดศิลาแลงเป็นหน้าเรียบลึกลงไปแนวดิ่งได้มุมฉากทั้งสี่ด้านคล้ายกับเครื่องจักรตัด
ทางด้านทิศตะวันตกมีบันไดหินลงไป 12ขั้น
ปัจจุบันมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามโครงการของชลประทานและ
องค์การบริหารส่วนตำบลสระสี่เหลี่ยม
ยังมีหลักฐานทางภูมิศาสตร์ให้เห็นแนวทางเดินของคนโบราณจากตำบลหน้าพระธาตุ
มาถึงตำบลสระสี่เหลี่ยม มีคลองจากตำบลหน้าพระธาตุมาถึงตำบลหัวถนน
จากบ้านหัวถนนมีถนนดินเป็นแนวมาถึงสระสี่เหลี่ยม เลยต่อไปยังอำเภอพนมสารคาม
อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทราและอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
ซึ่งเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีเช่นเดียวกับเมืองพระรถในอำเภอพนัสนิคม
ชาวบ้านย่านนี้เชื่อว่าสระน้ำแห่งนี้เป็นสระให้น้ำไก่ของพระรถ
และเรียกสระน้ำนี้ว่า "สระพระรถ" กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นเป็นโบราณสถาน
ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 52 หน้า 3684 เมื่อวันที่ 8 เดือนมีนาคม พ.ศ.2478
พิกัด : 13.564235, 101.209824

     
 

ถ้ำนางสิบสอง

ถ้ำนางสิบสอง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 9 ตำบลหมอนนาง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี
ระยะทางตามเส้นทาง สายพนัสนิคม – ทุ่งเหียง (ทางหลวงหมายเลข 3284)
ประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยประมาณ 200 เมตร
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติของกรมศิลปากร
ปัจจุบันเหลือเนื้อที่รอบถ้ำเพียง 4 ไร่เท่านั้น
บริเวณปากถ้ำสภาพก้อนหินได้เสื่อมสลายไปตามธรรมชาติเกือบหมดแล้ว
หมอนนางสิบสอง เป็นกองหินตามธรรมชาติวางอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับถ้ำนางสิบสอง
ห่างกันเพียง 200 เมตรเศษเท่านั้น อยู่ในที่ดินของศาลเจ้าจีนชื่อ "ศาลเจ้าแม่นางสิบสอง"
เดิมมีหินผิวเรียบมุมมนก้อนใหญ่กว้างยาวราวก้อนละวาจำนวน 12 ก้อนวางกองรวมกันอยู่
ปัจจุบันเหลือเพียง 4 ก้อน เนื่องจากสมัยก่อนนั้นวัดเนินหลังเต่าและวัดนามะตูม
ที่อยู่ใกล้กันพาคนมาทุบขนไปทำเป็นวัสดุก่อสร้างโบสถ์และศาลาการเปรียญ
ตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2500 แต่ชาวบ้านยังมีความศรัทธาเชื่อถือมากอยู่
จะเห็นได้จากการนำมาเป็นชื่อหมู่บ้าน หมู่ที่ 9 ว่า "บ้านหมอนนาง" (สิบสอง)
ของ "ตำบลหมอนนาง" มาจนทุกวันนี้
พิกัด : 13.419947, 101.204397

     
 

โคกพนมดี

ประวัติโคกพนมดีเป็นเนินดินขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายเกาะที่ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่ม มีรูปร่างค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 230 เมตร มีพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ จุดสูงสุดจากพื้นที่โดยรอบประมาณ 12 เมตร
อยู่ในตำบลท่าข้าม อำเภอพนัสนิคม ผลการศึกษาพบว่า โคกพนบดีเป็นที่ตั้งชุมชนโบราณที่สามารถสร้างเครื่องมือหิน (ขวานหินขัด หินลับ หินบด ค้อนหิน หินกรวดสำหรับขัดผิว ภาชนะและกำไลหิน)
เครื่องมือที่ทำจากกระดูกสัตว์เช่น ฉมวก เครื่องมือที่ทำจากหอยเช่น มีด สิ่ว เครื่องประดับที่ทำจากเปลือกหอย และภาชนะดินเผาแบบเชือกทาบ เป็นชุมชนที่อพยพ และเปลี่ยนแปลงมาจากสังคมแบบดั้งเดิม
ซึ่งมักอาศัยอยู่ในที่สูงดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และแสวงหาอาหารจากธรรมชาติ ต่อมาอพยพลงมาอยู่ที่โคกพนบดี ซึ่งในครั้งนั้นเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งจากป่าและทะเล
มีผู้เสนอข้อคิดเห็นว่าเนินดินแห่งนี้เป็น shell Mound สมัยก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียอาคเนย์ ต่อมาผู้คนเหล่านั้นก็เริ่มพัฒนาการดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูกแบบเริ่มแรก
ควบคู่กันไปกับการแสวงหาอาหารจากทะเลและล่าสัตว์ โบราณสถานเนินดินโคกพนมดีและการตั้งถิ่นฐานที่โคกพนบดีแบ่งเป็นสองสมัย คือ
สมัยแรก มีอายุประมาณ 8,000 - 5,000 ปีมาแล้ว ชุมชนโคกพนมดีดำรงชีพด้วยทรัพยากรจากทะเลเป็นสำคัญ (พบเปลือกหอย ก้างปลา กระดองเต่า และก้ามปู จำนวนมาก)
สมัยที่สอง มีอายุประมาณ 5,000 - 2,000 ปีมาแล้ว ชุมชนน่าจะขยายตัวใหญ่ขึ้น เพราะได้พบภาชนะดินเผาเป็นจำนวนมาก การดำรงชีพในช่วงเวลานั้นอาศัยทรัพยากรจากทะเลน้อยลง และเริ่มต้นปลูกข้าว (พบเมล็ดข้าวที่เป็นถ่าน)

สภาพปัจจุบัน เป็นที่ตั้งของวัดโคกพนมดี และบ้านเรือนประชาชน ลักษณะเป็นเนินดินค่อนข้างกลม ยอดเนินมีลักษณะเป็นแอ่งลึกลงไป สูงจากพื้นนาโดยรอบ ประมาณ 7-12 เมตร
เนื้อที่ของตัวเนินดินแหล่งโบราณคดีประมาณ 25 ไร่เศษสถานที่ตั้งอยู่ที่บ้านพนัสนิคมหมู่ที่ตั้งอยู่ที่ บ.ดอนกุ่ม หมู่ที่ 3 ต.ท่าข้าม อ.พนัสนิคม
ประวัติความสำคัญ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เคยเป็นชุมชนชายฝั่งทะเลที่มีอายุในช่วงประมาณ 3,000-4,000 ปีมาแล้ว เป็นชุมชนประวัติศาสตร์ใกล้ทะเลที่สุดในประเทศไทย มีอายุร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์
ใกล้ทะเลในทุ่งพานทอง อีกหลายแห่ง เช่น โคกกระเหรี่ยง หนองโน โดยอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้านถาวร อาศัยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จากทะเลและป่า ทำให้ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร
อาหารหลักคือข้าว และอาหารจากทะเล เช่น ปลาทะเลชนิดต่างๆ หอยแครง หองตลับ ปู และอื่นๆ เป็นต้น
คนก่อนประวัติศาสตร์ที่โคกพนมดีมีประเพณีการฝังศพที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา มีที่ตั้งชุมชนใกล้ป่าชายเลน ซึ่งอยู่ไม่ใกล้จากปากแม่น้ำมากนัก ซึ่งเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบอาจกล่าวได้ว่า
โคกพนมดีเป็นจุดศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนที่อยู่ใกล้ทะเล เช่น ชุมชนในทุ่งพานทอง-พนัสนิคม ซึ่งมีแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์กระจายอยู่มากกว่า 40 แหล่ง
กับชุมชนที่อยู่บริเวณชายขอบอ่าวไทยสมัยก่อน เช่น ชุมชนโบราณที่บ้านท่าแค จังหวัดลพบุรี เป็นต้น โบราณวัตถุที่มีลักษณะเหมือนกันของโบราณคดีเหล่านี้ คือ ลูกปัดทำจากเปลืองหอยมือเสือทำเป็นรูปตัวไอ(I)และตัวเอช(H)
ในสมัยต่อมาเมื่อการเดินทางออกสู่ทะเลของชุมชนโคกพนดีเริ่มไม่สะดวก ปากแม่น้ำอยู่ไกลออกไป เนื่องจากตะกอนมาทับถม บริเวณปากแม่น้ำเพิ่มขึ้นทุกปี ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าชายเลนเปลี่ยนไป
ทำให้ชุมชนบางส่วนอพยพไปอยู่ที่แห่งใหม่ ที่สะดวกในการหาอาหารมากกว่า เช่น แหล่งโบราณคดีแถบทุ่งพานทอง และแหล่งโบราณคดีรอบเมืองพระรถ
ต่อมาเมื่อมีการรับวัฒนธรรมแบบทวารวดี จึงเป็นรูปแบบการตั้งถิ่นฐานเป็นแบบสังคมเมืองในสมัยทวารวดี มีการก่อสร้างเมืองในลักษณะคูเมือง กำแพงเมืองล้อมรอบ คลี่คลายมาเป็นชุมชนวัฒนธรรมทวารวดีในสมัยต่อมา
กรมศิลปกรประกาศขึ้นทะเบียน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 101 ตอนที่ 125 ลงวันที่ 18 กันยายน 2527 มีขอบเขตเนื้อที่ คือ เป็นเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ 1 งาน 13 ตารางวา

 

ประวัติการขุดค้นโคกพนมดี
แหล่งโบราณคดีโคกพนมดีได้รับการอ้างถึงเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2483 ในหนังสือเรื่อง “เมืองพนัสนิคม” 
ต่อมาได้มีการสำรวจโดยคณะทำงานด้านโบราณคดีในปีพ.ศ.2516
พ.ศ.2521-2522 ดร.พรชัย สุจิตต์ จากมหาวิทยาลัยศิลปกร ได้ทำการสำรวจ
พ.ศ.2522 ดำรงเกียรติ นกสกุล อาจารย์วิทยาลัยครูฉะเชิงเทรา(สถาบันราชภัฎราชนครินทร์)
ได้ทำการสำรวจและขุดค้น
พ.ศ.2525 กองโบราณคดี กรมศิลปกร โดย พีรพนพิสณุพงศ์ ดำเนินการขุดค้น
พ.ศ.2527-2528 เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยโอตาโกประเทศนิวซีแลนด์และกรมศิลปากร
ดำเนินงานระหว่างเดือนธันวาคม 2527 – เดือนกันยายน 2528
ภายใต้ความควบคุมของ ดร.รัชนี ทศรัตน์ (บรรณานุรักษ์) ผู้อำนวยการโครงการฝ่ายไทยและ ศ.ดร.ชารล์ไฮแอม
ผู้อำนวยการโครงการฝ่ายนิวซีแลนด์ ภายใต้ “โครงการศึกษาเรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์
บริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกง” จุดประสงค์เพื่อ 
(1) หาอายุที่แน่นอนของแหล่งโบราณคดี ตั้งแต่แรกเริ่มจนสิ้นสุดของการตั้งถิ่นฐาน 
(2) หาหลักฐานและอายุของการเพาะปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์
(3) หาหลักฐานของการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับชุมชนอื่นที่อยู่ใกล้เคียง
(4) ศึกษาวิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์
(5) ศึกษาถึงระดับเทคโนโลยี
(6) ศึกษาโครงสร้างของสังคม

การขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี
ระหว่างปี พ.ศ.2527-2528

 

จำนวนตัวอย่างโครงกระดูก
การขุดค้นระหว่างปี พ.ศ. 2527-2528 พบตัวอย่างโครงกระดูกมนุษย์รวมทั้งสิ้น 154 โครง จำแนกออกตามลำดับชั้นการฝังศพ (Mortuary Phrase - MP) เป็น 7 ลำดับด้วยกัน คือ 
MP1 พบหลักฐานรวม 6 โครง, MP2 พบรวม 56 โครง, MP3 พบรวม 42 โครง, MP4 พบรวม 29 โครง, MP5 พบรวม 4 โครง, MP6 พบรวม 12 โครง และ MP7 พบรวม 5 โครง 
วิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ และภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยโอทาโก โดยประพิศ พงษ์มาศ ชูศิริ และมี ศ.ฟิลิปเฮาจ์ตัน เป็นที่ปรึกษา
ลักษณะทางประชากรศาสตร์สมัยโบราณ
ตัวอย่างโครงกระดูกจากแหล่งโบราณคดีโคกพนมดี ในการวิเคราะห์ (ครั้งแรก) สามารถจำแนกเป็นโครงกระดูกผู้ใหญ่จำนวน 68 โครง (จำแนกเพศได้เป็นเพศชาย 32 โครง และเพศหญิง 36 โครง)
เด็กโตจำนวน 14 โครง และเด็กแรกเกิดจำนวน 72 โครง
โครงกระดูกเพศหญิงพบร่องรอยการมีบุตรมาแล้วทั้งหมด พบโครงกระดูกที่มีบุตรมีอายุน้อยที่สุดราว 20 ปี ซึ่งปรากฏลักษณะหรือร่องรอยของการมีบุตรมาแล้วอย่างน้อย 2 คน
โครงกระดูกจากโคกพนมดีมีค่าประเมินอายุเมื่อตายมากที่สุดราว 45-49 ปี ส่วนค่าอายุน้อยที่สุดคือแรกเกิด พบอัตราการตายของเด็กเล็กอายุตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 2 ขวบในความถี่สูง
โดยเฉลี่ยทั้งสองเพศมีค่าอายุเมื่อตายราว 28.2 ปี เพศชายอายุสั้นกว่าเพศหญิง โดยเฉลี่ยเพศชายมีอายุประเมินเมื่อตายประมาณ 27.2 ปี ส่วนเพศหญิงมีอายุราว 29 ปี

 

ตารางจำแนกตัวอย่างโครงกระดูกจากแหล่งโบราณโคกพนมดี ตามเพศและค่าประเมินอายุเมื่อตาย

อายุ/ เพศ

เพศชาย

เพศหญิง

จำแนกเพศไม่ได้

รวม

ทารก (0-2 ปี)

-

-

72

72

เด็ก (2-12 ปี)

-

-

14

14

วัยรุ่น (12-20 ปี)

5

3

-

8

วัยหนุ่ม (20-35 ปี)

22

20

-

42

วัยกลางคน (35-50 ปี)

5

12

-

17

วัยสูงอายุ (มากกว่า 50 ปี)

-

1

-

1

รวม

32

36

86

154


ที่มา: ประพิศ พงษ์มาศ ชูศิริ, ผลการวิเคราะห์โครงกระดูกมนุษย์ที่แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี. (กรุงเทพฯ: โครงการสำรวจแหล่งโบราณคดี ฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดี, 2534), 40-48.

จากร่องรอยหลักฐานต่างๆ ทางโบราณคดีที่ได้จากการขุดค้นที่โคกพนมดีนี้ พอที่จะสรุปได้ว่าโคกพนมดีนี้ ได้มีร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์มาแล้วตั้งแต่ประมาณ8,000 - 5,000 ปีมาแล้ว
และได้พบหลักฐานที่ชัดเจนพร้อมทั้งโครงกระดูกมนุษย์ที่มีอายุ 2,000 กว่าปี ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มอารยธรรมยุคหินใหม่ (NEOLITHIC) โดยมีรูปแบบเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มที่พบแถบบ้านเก่าจังหวัดกาญจนบุรี

 

ลูกปัดแบบกลมบางทำจากเปลือกหอย สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุ 4,000 - 3,000 ปี พบจากการขุดค้นที่โบราณสถานเนินดินโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม

 

"อาหารมื้อสุดท้าย" พบในบริเวณช่องท้องของศพผู้หญิงประกอบด้วย
ข้าวเปลือก กระดูก เกล็ด และก้างของปลาหมอ

ศพของ "เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี"
ประดับประดาด้วยลูกปัดเปลือกหอยแบบตัว I
และแบบแว่นกลมบางกว่าแสนเม็ด แผ่นวงกลมมีเดือย
กำไลข้อมือ และเครื่องประดับศีรษะ เป็นต้น โครงกระดูกของเจ้าแม่เต็มไปด้วยดินเทศสีแดง

 

ส่วนหนึ่งของเครื่องประดับที่พบจากศพของ
"เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี"
เช่น เครื่องประดับทำจากเปลือกหอยทะเล
ลูกปัดเปลือกหอยแบบต่าง ๆ
และเขี้ยวสัตว์เจาะรูเป็นต้น

 

เบ็ดตกปลาทำจากกระดูกสัตว์
ที่โคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
ขนาดของเบ็ดยาวประมาณ 4 เซนติเมตร

 

ขวานหินขัดจากโคกพนมดี
คล้ายคลึงกับที่พบจากหนองโน
ขวานหินขัดเล่มซ้ายสุด
วัดตามขวางได้ 4.8 เซนติเมตร


แถบสีขาวที่เห็นบนโครงกระดูกของทารกคือ
แร่ใยหินที่ใช้ห่อตัวศพ แร่ไยหินนี้ในสมัยที่
อาณาจักรโรมันเรืองอำนาจ
มีค่ามากกว่าทองคำ เพราะทนต่อความร้อน
เมื่อนำมาปั่นเป็นเส้นใยและทอเป็นผืน
มีความมันวาวและสวยงาม
ที่โคกพนมดีนี้นับได้ว่าการนำเอาแร่ใยหิน
มาใช้ประโยชน์เก่ากว่าที่อื่นใด

 

ที่ข้อเท้าของศพ "เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี"
มีหินดุดินเผาและเปลือกหอย 1 ฝา
บรรจุก้อนหินกรวดที่ใช้สำหรับขัดผิวภาชนะ 2 ก้อน
สิ่งของเหล่านี้น่าจะเป็นของใช้ส่วนตัว
ที่ผู้ตายเคยใช้ปั้นภาชนะเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่

 

ศพทารกอายุประมาณ 2 ขวบ ถูกฝังอยู่ข้างๆ
ศพของ "เจ้าแม่แห่งโคกพนมดี"
ลักษณะการฝังและสิ่งของลงไปด้วย
คล้ายคลึงกับที่พบจากศพของเจ้าแม่
เช่น หินดุแต่มีขนาดจิ๋วอยู่ที่บริเวณข้อเท้า
โครงกระดูกมีสีแดงเป็นผลมาจาก
การโรยดินเทศสีแดงปกคลุมศพ

 

ภาชนะดินเผาจากโคกพนมดี
อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
มีรูปร่างและลวดลายแบบต่างๆ

 

 

 

Top Page

TOP

PAGE

ข้อมูลอ้างอิง

 

   
ห้องเรียนครูอู๋ นายภาณุพงศ์ อนันต์ชัยพัทธนา ปริญญาโท ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (ค.ม.) วิจัยการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
ปัจจุบันสอนอยู่ที่โรงเรียนสุรศักดิ์วิทยาคม ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สังกัด สพม.18