หน้าแรก
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8
หน่วยการเรียนรู้ที่ 9
หน่วยการเรียนรู้ที่ 10
หน่วยการเรียนรู้ที่ 11
ติดต่อเรา

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 8
แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอศรีราชา
จังหวัดชลบุรี

 

 

 

 

ประวัติความเป็นมาอำเภอศรีราชา

อำเภอศรีราชาเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอบางละมุง ตัวเมืองบางละมุงเดิมตั้งอยู่ที่บ้านบางละมุงในเขตอำเภอบางละมุงในปัจจุบัน เมื่อประมาณ 100 ปีเศษมานี้ เมืองบางละมุงได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่บ้านบางพระ
แต่ยังคงใช้ชื่อเดิมว่า "เมืองบางละมุง" ในขณะที่ตั้งเมืองบางละมุงในขณะนั้น ระบบบริหารราชการแผ่นดินยังไม่มีอำเภอ ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองเป็นมณฑล
จึงได้ย้ายเมืองบางพระไปตั้งอยู่ที่บางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรีในปัจจุบัน และรวมเมืองพนัสนิคมเข้าด้วยกัน เรียกว่า "เมืองชลบุรี"
ส่วนเมืองบางพระนั้นได้ตั้งเป็นอำเภอ เมื่อประมาณปีพ.ศ.2437 (ร.ศ.113) เรียกว่า อำเภอบางพระ 
ปีพ.ศ.2446 (ร.ศ.122) จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้กราบทูลต่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์ซึ่งเป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปราจีนบุรี
ขอให้ย้ายอำเภอบางพระมาตั้งที่ศรีราชา เพราะชุมชนที่ตำบลศรีราชาขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากธุรกิจป่าไม้และอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ของบริษัทป่าไม้กระยาเลยศรีราชาของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี
แต่ยังคงใช้ชื่ออำเภอบางพระเหมือนเดิม ปีพ.ศ.2460(ร.ศ.136) จึงได้เปลี่ยนชื่ออำเภอบางพระมาเป็นอำเภอศรีราชาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
อำเภอศรีราชามีนายอำเภอศรีราชาคนแรกคือ หลวงบุรีรัตถคามบดี เข้ารับตำแหน่งเมื่อ พ.ศ.2450  (ร.ศ.125)

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลทั่วไปของอำเภอศรีราชา(Amphoe Si Racha)

อำเภอศรีราชามีพื้นที่ 616.4 ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 2007
รหัสไปรษณีย์ 20110,20230 (เฉพาะตำบลทุ่งสุขลา บึง บ่อวิน และหมู่ที่ 1, 5, 10-11 หนองขาม)
ที่ว่าการอำเภอศรีราชาตั้งอยู่เลขที่ 21 ถนนสุขุมวิท ตำบลศรีราชา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20110
พิกัด     13°10′28″N 100°55′50″E
หมายเลขโทรศัพท์ 0 3831 2240           
หมายเลขโทรสาร 0 3831 3988
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป ร้อนชื้น 
อาชีพหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม (ทำไร่, ทำสวน) รับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ประมง  
อาชีพเสริม ได้แก่ เลี้ยงสัตว์ 
ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ สัปปะรด มันสำปะหลัง มะพร้าว ขนุน กล้วยไม้ 
ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญ (แม่น้ำ/บึง/คลอง) ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบางพระ อ่างเก็บน้ำหนองค้อ 
อ่างเก็บน้ำหนองกลางดง อ่างเก็บน้ำโป่งดินดำ อ่างเก็บน้ำหัวยสะพาน 

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอศรีราชาตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย พื้นที่ส่วนใหญ่มีภูเขาล้อมรอบและเป็นที่ลาดเนิน ที่ว่าการอำเภอศรีราชาตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท
ตำบลศรีราชา ห่างจากตัวจังหวัดชลบุรี 24 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพมหานคร 105 กิโลเมตร พื้นที่ในการปกครองของอำเภอมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอข้างเคียงดังต่อไปนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอเมืองชลบุรีและอำเภอบ้านบึง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอหนองใหญ่ และอำเภอปลวกแดง (จังหวัดระยอง)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบางละมุง
ทิศตะวันตก จรดอ่าวไทยและเขตอำเภอเกาะสีชัง

     
 

แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

คำขวัญประจำอำเภอศรีราชา
ซอสพริกอร่อย เกาะลอยงามล้ำ อุตสาหกรรมรุ่งเรือง เมืองเจ้าพระยาสุรศักดิ์ อนุรักษ์เต่าทะเล ประเพณีกองข้าว

     
 

เกาะลอยงามล้ำ

ประวัติวัดเกาะลอย
วัดเกาะลอยเป็นวัดเก่าแก่มาเป็นเวลานับร้อยกว่าปีจากจารึกบนแผ่นหิน
ของวัดเกาะลอยศรีมหาราชากล่าวถึงวัดเกาะลอยไว้ว่า "วัดเกาะลอย" 
ได้ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.ไดไม่ปรากฏแน่ชัดแต่มาปรากฏตามบันทึก
ประวัติมีดังต่อไปนี้ เมื่อปีพ.ศ.2442 (ร.ศ.118)
สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ขณะดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาบรมราชเทวี
ได้เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระตำหนักน้ำศรีมหาราชาในระหว่างประทับอยู่นั้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเสด็จมาที่ศรีมหาราชาหลายวาระ
เมื่อสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงประทับอยู่ ณ ศรีมหาราชา
ทรงบำเพ็ญราชกุศลจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นธุระ
ในการนิมนต์พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย มาประทับที่ศรีมหาติกนิกานมาประจำที่ศรีมหาราชา
พระยาสุรศักดิ์มนตรีจึงนำพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
กราบเรียนเจ้าคณะมณฑลปราจีนในขณะนั้นคือพระราชมุนี
อดีตเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส (ภายหลัง เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์)
เพื่อขออาราธนาพระสงฆ์ มาประจำ ณ วัดเกาะลอย เจ้าคณะมณฑลปราจีน
ได้จัดให้พระสงฆ์มาอยู่จำพรรษา ณ วัดเกาะลอย จำนวน 11 รูป
มีพระพุทธกิจบริหาร (ภายหลังเป็นพระเขมทัสสีชลธีสมานคุณ อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาบางทราย)
และได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดเสนาสนะขึ้นที่วัดเกาะลอย เป็นที่พำนักสงฆ์
ขั้นต้นมีกุฎิ3 หลัง มีศาลา และโรงครัว ส่วนภัตตาหารที่นำมาถวายแด่พระสงฆ์
ได้มาโดยสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงพระราชทานเป็นประจำโดยมีทหารนำใส่เรือไปถวาย

เกาะลอยในอดีต

 

ต่อมาปี พ.ศ. ใดไม่ทราบ ที่พำนักสงฆ์เกาะลอย ได้รับพระราชทานวิสุงคมาสีมาเป็น “วัดเกาะลอยศรีมหาราชา” และได้รับพระราชทานกฐินหลวงเป็นประจำ
ในขณะที่สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าประทับอยู่ วัดเกาะลอยเป็นวัดเก่าแก่มาเป็นเวลานับร้อยกว่าปี ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขาของเกาะลอย
ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งอำเภอศรีราชาประมาณ 700 เมตร มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ
ปัจจุบันนี้วัดเกาะลอยศรีมหาราชาได้มีการพัฒนาพื้นที่มากมายทั้งในส่วนของวัดเกาะลอย สำหรับภายในวัดเกาะลอยศรีมหาราชานั้น
ทางวัดได้ทำการทำนุบำรุงรักษา และสร้างศาสนสถานเพิ่มขึ้นมากมาย โดยนักท่องเที่ยวสามารถแวะเข้าไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเกาะลอย
เช่นหลวงพ่อทันใจ เจ้าแม่กวนอิม พระอรหันต์จี้กง ท้าวมหาพรหม และวิหารพระครูปริยัติวราทร (หลวงพ่อผิว ปนันโท)
สำหรับพื้นที่รอบนอกนั้นเป็น ส่วนของสวนสาธาณะเกาะลอย แบ่งสัดส่วนเป็นร้านจำหน่ายของฝากของที่ระลึก ร้านอาหาร เครื่องดื่ม
สวนพักผ่อนหย่อนใจ และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ดังนี้

     
 

 

พระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว

เทศบาลเมืองศรีราชาได้จัดสร้างพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว ณ บริเวณเกาะลอย
มีขนาดความสูง 4 เมตร เป็นองค์ที่ทำด้วยหยกขาวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
แกะสลักโดยช่างฝีมือจากพระราชวังจีน พร้อมด้วยสาวก 2 องค์
ขนาดความสูง องค์ละ 2 เมตร และมีกระถางธูป ขนาด 80 เซนติเมตร
โดยจะประดิษฐานอยู่ในเก๋งมังกรจีน 8 เหลี่ยม 48 เสา
มีหลังคาลดหลั่นกัน 3 ชั้น ขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 20 เมตร สูง 20 เมตร
เพดานภายในเก๋งมังกรจีนจะได้รับการออกแบบเขียนภาพมังกรแบบไทย โดยจิตรกรระดับชาติ
ส่วนเก๋งมังกรจีนประดิษฐานของพระโพธิสัตว์กวนอิมหยกขาว ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปีพ.ศ.2550
พิกัด: 13.173771 ,100.920105

     
 

เมืองเจ้าพระยาสุรศักดิ์

ประวัติจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี มีชื่อเดิมว่า เจิม เป็นชาวฝั่งธนบุรี เกิดเมื่อปี พ.ศ.2394 เป็นบุตรของพระยาสุรศักดิ์มนตรี (แสง-ชูโต) กับคุณหญิงเดิม บุนนาค และเป็นหลานปู่ของ พระยาสุรเสนา (สวัสดิ์ ชูโต) 
เนื่องจากมารดาถึงแก่กรรม ท่านเจิมจึงได้บวชเณรที่วัดพิชยญาติการามวรวิหาร เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับมารดา จึงมีโอกาสเรียนหนังสือที่วัดพิชัยญาติ
กระทั่ง อายุ 15 ปี ได้เข้าเรียน ที่สำนักสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
ที่สมุหกลาโหมหลังจากเรียนจนชำนาญ ได้เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเมื่อครั้งที่เสด็จเสวยราชสมบัติแรกๆ ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมทหารมหาดเล็ก เพื่อฝึกสอนวิชาทหาร
ท่านเจิมจึงได้รับบรรจุเป็นมหาดเล็กหมายเลข 1 นอกจากนี้ ยังโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเป็นกองทหารองครักษ์ ซึ่งต่อมาเป็นกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในปัจจุบัน ปีพ.ศ.2414 
เจิม แสงชูโต ได้รับยศนายร้อยตรี ตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยที่ 6 มีบรรดาศักดิ์เป็น "หลวงศัลยุทธสรกรร"
และตามเสด็จประพาสอินเดียจึงได้เปลี่ยนบรรดาศักดิ์ใหม่เป็น "หลวงศัลยุทธวิธีการ" โดยต่อมา ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น "จมื่นสราภัยสฤษดิ์การ" เนื่องจากเป็นอุปทูตไปยังเมืองปัตตาเวีย
ปีพ.ศ.2421 รัฐบาลไทยกับกงสุลอังกฤษเกิดข้อบาดหมางกัน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาภาสกรวงศ์เป็นราชทูตออกไปยังประเทศอังกฤษ
และจมื่นสราภัยสฤษดิ์การเป็นอุปทูตร่วมคณะจนเรื่องราวเรียบร้อยจึงได้รับความดีความชอบเลื่อนเป็น "จมื่นไวยวรนาถ"
ปีพ.ศ.2426 เกิดเหตุโจรผู้ร้ายชุกชุมที่เมืองสุพรรณบุรีจมื่นไวยวรนาถได้รับมอบหมายให้ไปปราบ ซึ่งสามารถปราบได้สำเร็จรวมทั้งปราบโจรผู้ร้ายจากทางหัวเมืองตะวันออกด้วย
ในปีพ.ศ.2428 ยังได้รับหน้าที่ให้เป็นแม่ทัพปราบฮ่อที่หัวเมืองลาว และในปี พ.ศ.2430 ได้รับหน้าที่ไปปราบฮ่ออีกครั้งหนึ่ง
โดยคิดค้นและผลิตลูกระเบิดขึ้นใช้ในการรบ จนกระทั่งปราบฮ่อได้สำเร็จราบคาบ จมื่นไวยวรนารถได้ริเริ่มวางแผนการ ก่อตั้งโรงไฟฟ้าขึ้นใช้ในกองทัพบกและเชิญชวนให้มีการเข้าหุ้นตั้งโรงไฟฟ้า
ซึ่งท่านนำไฟฟ้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยในปีพ.ศ.2433 มีการจัดตั้งโรงไฟฟ้า ที่วัดเลียบ จนกระทั่งกิจการไฟฟ้าก้าวหน้ามากขึ้น
นอกจากนี้ สมัยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารบกยังเป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งโรงทหารหน้า หรือกระทรวงกลาโหมในปัจจุบันโดยแต่เดิมเป็นที่ตั้งของฉางหลวงเก่าด้วย
และด้วยความที่ท่านชอบศึกษาเรื่องเครื่องจักรและเครื่องยนต์กลไกต่างๆท่านได้สั่งรถบดถนนเข้ามาใช้ทำถนนในเมืองไทยและท่านยังเป็นสามัญชนคนแรกที่เป็นเจ้าของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลคันแรกในเมืองไทยอีกด้วย

 

ปีพ.ศ.2435 ในสมัยที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตรพาณิชยการ ท่านถือเอาการขุดคูคลองในพระนครและปริมณฑลเป็นนโยบายหลัก
เพื่อไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ และให้ราษฎรโดยรอบมีน้ำทำนาทั่วถึงกัน คลองที่สำคัญที่ทำการขุดคือ “คลองรังสิต”
นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้สั่งซื้อเครื่องชั่งตวงวัด ในระบบเมตริกเข้ามาใช้ในเมืองไทยเป็นครั้งแรกอีกด้วย
ปีพ.ศ.2439 จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี นฤบดีมหาสวามิภักดิ์
สัตยรักษืเมตยาชวาศรัย ยุทธสมัยสมันตโกศล อณิกมณฑลอุขสุปรีย์ เสนานีอุดมเดช พิเศษสาธุคุณสุนทรพจน์
อดุลยยศเสนาบดี ศรีรัตนไตรยวุฒิธาดา อภัยพิริยปรากรมพาหุ ดำรงศักดินา 10,000
ต่อมาได้รับหน้าที่เป็นแม่ทัพ ไปปราบกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ ซึ่งก่อการจลาจลที่หัวเมืองเหนือ เมื่อปีพ.ศ.2445
เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี รับใช้ราชการ มาจนกระทั่งสมัยรัชการที่ 6 โดยได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี
และได้รับพระราชทานนามสกุลว่า "แสงชูโต"
ซึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ทรงพระราชยศให้เป็น
"จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี" ในฐานะที่มีคุณงามความดีต่อประเทศชาติ
ปีพ.ศ.2443 จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทศรีมหาราชา ใช้ชื่อว่า “บริษัทศรีมหาราชาทุนจำกัด”
สถานที่ตั้งโรงเลื่อยครั้งแรก โดยสร้างขึ้นที่บ้านเดิมของท่านเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี
ปัจจุบันเป็นที่ตั้งตลาดเทศบาลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี
ปีพ.ศ.2446 ได้ย้ายโรงเลื่อยมาสร้างใหม่ที่บริเวณตึกริมถนนเจิมจอมพล สุดรั้วบริเวณสำนักงานบริษัทศรีมหาราชา
และจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้กราบทูลต่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนานุวงศ์ กรมขุนมรุพงศ์สิริพัฒน์
ซึ่งเป็นสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปราจีนบุรี
ขอให้ย้ายอำเภอบางพระมาตั้งที่ศรีราชา แต่ยังคงใช้ชื่ออำเภอบางพระเหมือนเดิม
ปีพ.ศ.2451 ได้ย้ายโรงเลื่อยจากที่เดิมขยับขึ้นไปทางด้านทิศตะวันออก ด้านตะวันออกติดถนนสุขุมวิท
และทิศตะวันตกติดถนนเจิมจอมพล โดยอยู่ที่นี่มาจนกระทั่งกลายเป็นบริษัทศรีมหาราชา
ปีพ.ศ.2460 จึงได้เปลี่ยนชื่ออำเภอบางพระมาเป็น อำเภอศรีราชา
ปีพ.ศ.2465จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้วางมือจากบริษัทศรีมหาราชา ทำป่าไม้ ซึ่งต่อมากิจการได้กลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จากนั้นจอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เรือนไม้ในทะเลหลังใหญ่ปลายสุดแหลมฟาน
ซึ่งท่านโปรดปรานบ้านหลังนี้มากเพราะล้อมรอบด้วยทะเล
(ปัจจุบันเรือนไม้ในทะเลหลังนี้ยังอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ คือบังกะโลหลัง  A ในพื้นที่ห้องอาหารแกรนด์ซีไซด์และบังกะโลในเครือเอสแอนด์พี)
 

จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ป่วยด้วยโรคตับอ่อนพิการ
ถึงอสัญกรรมเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2474 รวมสิริอายุ 80 ปี
(28 มีนาคม พ.ศ. 2394 - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2474)
เย็นวันรุ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
เสด็จพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ประกอบโกศไม้สิบสองตั้งบนชั้น 2 ชั้น ฉัตรเบญจา 10 คัน
พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมมีกำหนด 15 วัน ต่อมาวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2475 เวลา 17.30 น.
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯในการพระราชทานเพลิงศพ
ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส

 

 

 

อนุสาวรีย์จอมพล มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีในอำเภอศรีราชา มีดังนี้
1.อนุสาวรีย์จอมพล มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ที่ว่าการเทศบาลเมืองศรีราชา จ.ชลบุรี
2.อนุสาวรีย์จอมพล มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี หลังพระอุโบสถวัดศรีมหาราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
3.อนุสาวรีย์จอมพล มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี หน้าหอประชุมจอมพลมหาอำมาตย์เอก
เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
4.อนุสาวรีย์จอมพล มหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ที่โรงเรียนสุรศักดิ์วิทยาคม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

     
 

อนุรักษ์เต่าทะเล

ประวัติความเป็นมาสวนเต่าทะเล
เทศบาลเมืองศรีราชา มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งประกอบอาชีพด้านการประมง
บางครั้งชาวประมงได้เต่าทะเลมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เต่าทะเลบางส่วนได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์
เช่น การประกอบเป็นอาหาร หรือนำเต่าทะเลไปสต๊าฟ
และนำกระดองไปทำเป็นเครื่องประดับ
แต่มีชาวประมงบางท่านปล่อยเต่าทะเลกลับคืนสู่ธรรมชาติไป
และยังพบว่าบางตัวได้รับบาดเจ็บจากเครื่องมือประมงของชาวประมงด้วย
ซึ่งหากไม่ได้รับการักษาก็จะถึงแก่ความตาย 
ด้วยปัญหาดังกล่าว เทศบาลเมืองศรีราชา โดยนายกฉัตรชัย ทิมกระจ่าง
พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล
จึงได้สร้างสวนเต่าทะเลขึ้นที่บริเวณเกาะลอย
เพื่ออนุรักษ์เต่าทะเลที่ติดมากับเครื่องมือประมงของชาวประมง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2535
บ่อเต่าทะเลตั้งอยู่ที่ บริเวณสวนธารณะเกาะลอย
เทศบาลเมืองศรีราชา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
เป็นบ่อเลี้ยงเต่าที่เทศบาลก่อสร้างขึ้น โดยมีเต่าทะเล 2 ชนิด
ได้แก่ เต่าตนุ และ เต่ากระ ปัจจุบันมีเต่าทะเล ประมาณ 250
ตัวเต่าทะเลเหล่านี้มีสีสันสวยงาม และนักท่องเที่ยวนิยมเข้าชม
เต่าทะเลที่เลี้ยงได้มาจากการที่ชาวประมงจับมาได้ จากการลากอวน
แทนที่จะนำไปเป็นอาหารก็ได้นำมามอบให้เทศบาลเลี้ยงในบ่อเต่าเพื่อให้ประชาชนได้ชม

 

 

 

Top Page

TOP

PAGE

ข้อมูลอ้างอิง

 

   
ห้องเรียนครูอู๋ นายภาณุพงศ์ อนันต์ชัยพัทธนา ปริญญาโท ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (ค.ม.) วิจัยการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
ปัจจุบันสอนอยู่ที่โรงเรียนสุรศักดิ์วิทยาคม ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สังกัด สพม.18