หน้าแรก
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8
หน่วยการเรียนรู้ที่ 9
หน่วยการเรียนรู้ที่ 10
หน่วยการเรียนรู้ที่ 11
ติดต่อเรา

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 9
แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

 

 

 

 

ประวัติความเป็นมาอำเภอสัตหีบ

สมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 สัตหีบเป็นเพียงหมู่บ้านชายทะเล ชาวบ้านประกอบอาชีพทำไร่ทำนา หาของป่า และประมง การคมนาคมจะใช้ทางน้ำโดยเรือเมล์หรือเรือใบ
ส่วนทางบกมีแต่ทางเกวียน ถนนไปชลบุรียังไม่มี ภูมิประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นป่ารกทึบ
การเดินทางระหว่างเมืองจึงใช้เรือเป็นหลัก ในหมู่บ้านสัตหีบ มีผู้ที่ชาวบ้านนับหน้าถือตามากอยู่คนหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่า "ยายแจง" แกมีฐานะดี มีที่ดินเรือกสวนไร่นามากมาย
ตลาดสัตหีบหนองตะเคียนและโรงเรียนสิงห์สมุทรรวมถึงบริเวณเขาแหลมเทียนอันเป็นที่ตั้งของฐานทัพเรือสัตหีบในปัจจุบันก็เคยเป็นของแก
ต่อมาเมื่อกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ทรงฝึกภาคทะเลกับกองเรือและทรงพักที่อ่าวสัตหีบ ทรงเห็นว่าอ่าวสัตหีบเหมาะเป็นที่ตั้งหน่วยเรือ เพราะมีเกาะใหญ่น้อยช่วยกำบังคลื่นลม
พระองค์จึงได้บอกถึงพระประสงค์ที่จะใช้บริเวณเขาแหลมเทียนเป็นที่ตั้งหน่วยทหารเรือ ยายแจงก็ยินดีที่จะถวายให้
มีเรื่องเล่ากันว่า ตากัน เป็นผู้มาตั้งรกรากที่สัตหีบเป็นคนแรก และบริเวณชายทะเลตะวันออกแถวๆสัตหีบมีโจรสลัดชุกชุมมากเป็นพวกที่คอยปล้นสดมภ์เรือต่างๆมากมายตากันเป็นผู้มีความสามารถและมีวิชาอาคม
ไม่กลัวโจรสลัดได้มาตั้งรกรากอยู่ที่ อ่าวไก่เตี้ย ต่อมาเสด็จในกรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ เริ่มปรับปรุงสัตหีบเป็นฐานทัพเรือได้ทรงคุ้นเคยกับตากันและท่านยังได้รับของขลังจากตากันหลายอย่าง
ต่อมาทางทหารเรือต้องการอ่าวตากันทั้งหมดตากันจึงย้ายมาอยู่บริเวณหลังตลาดสัตหีบ
หลายท่านให้ความคิดเห็นว่า "สัตต" แปลว่า เจ็ด "หีบ" หมายถึง หีบ ฉะนั้นคำว่า "สัตหีบ" ก็น่าจะแปลว่า หีบเจ็ดใบ ซึ่งสอดคล้องตามตำนานประวัติเจ้าแม่แหลมเทียนว่าได้นำพระราชาลงในหีบเจ็ดใบเพื่อหลบหนียักษ์
อีกหลักฐานหนึ่งมาจากกองประวัติศาสตร์ทหารเรือระบุว่า เมื่อปีพ.ศ.2464 รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จตรวจเยี่ยมหัวเมืองชายทะเล เพื่อจะสร้างแนวป้องกันชายฝั่งทะเลด้านนอกเพิ่มขึ้น
เพราะป้อมพระจุลจอมเกล้าที่ปากน้ำสมุทรปราการนั้นใกล้เมืองหลวงมากเกินไป จึงทรงดำริหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกเป็นที่ตั้งกองทัพเรือ เพื่อตรวจตรารักษาฝั่งและเขตน่านน้ำใหญ่ จึงพระราชทานนามว่า "สัตตหีบ"
เนื่องจากพระองค์ทรงเห็นเกาะ 7 เกาะ เป็นที่กำบังลมให้แก่หมู่เรือได้ดี คำว่า "สัตหีบ" หมายถึง ที่กำบังเจ็ดแห่ง (หีบ = ที่บัง) อันหมายถึงเกาะต่างๆ
กล่าวคือ เกาะพระ เกาะยอ เกาะหมู เกาะเตาหม้อ เกาะเณร เกาะสันฉลาม และเกาะเลา
สัตหีบแยกจากอำเภอบางละมุงเพื่อเป็นกิ่งอำเภอสัตหีบ เมื่อปีพ.ศ.2480 โดยประกอบด้วยตำบลสัตหีบและตำบลนาจอมเทียน และได้รับประกาศแต่งตั้งเป็น อำเภอสัตหีบ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2496
ดังปรากฏในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 70 ตอนที่ 17 ลงวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2496
อำเภอสัตหีบมีนายอำเภอสัตหีบคนแรกคือ นายชุมพล อุทยานิก เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2496

 

ข้อมูลทั่วไปของอำเภอสัตหีบ(AmphoeSattahip)

อำเภอสัตหีบมีพื้นที่ 348.122 ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 2009
รหัสไปรษณีย์ 20180, 20250 (เฉพาะตำบลนาจอมเทียนและบางเสร่),
20251 (เฉพาะภายในบริเวณศูนย์ฝึกทหารใหม่และโรงเรียนชุมพลทหารเรือ), 20182 (เฉพาะภายในฐานทัพเรือสัตหีบ)
ที่ว่าการอำเภอสัตหีบตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ถนนสัตหีบ-หัวไผ่ ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 20160
พิกัด 12°39′47″N 100°54′20″E
หมายเลขโทรศัพท์ 0 3843 7508, 0 3843 7946 
หมายเลขโทรสาร 0 3843 7508, 0 3843 7946
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป มี 3 ฤดูฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์
ฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคม - มิถุนายน ฤดูฝน ตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม - ตุลาคม 
อาชีพหลัก ได้แก่ รับราชการ  ประมง 
อาชีพเสริม ได้แก่ การเกษตร 
ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่มันสำปะหลังมะม่วงข้าวมะพร้าวอ้อย ทุเรียนกล้วยแตงโมกะท้อนและขนุน 
ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญ (แม่น้ำ/บึง/คลอง) ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองตะเคียนอ่างเก็บน้ำโรงเรียนชุมพล อ่างเก็บน้ำห้วยตู้ 1- 2อ่างเก็บน้ำภูมิอนันต์อ่างเก็บน้ำพลูตาหลวง 
     
ที่ตั้งและอาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบางละมุง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบ้านฉาง (จังหวัดระยอง)
ทิศใต้ จรดอ่าวไทย
ทิศตะวันตก จรดอ่าวไทย

   
     
 

แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

คำขวัญประจำอำเภอสัตหีบ
อนุรักษ์เต่าทะเล เสน่ห์ธรรมชาติ อภิวาทหลวงพ่ออี๋ เขาชีจรรย์พระใหญ่ ไหว้กรมหลวงชุมพร ถิ่นขจรราชนาวี

     
 

อนุรักษ์เต่าทะเล

เดิมกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ได้ให้สัมปทานเอกชนดำเนินการเก็บไข่เต่าทะเลตาม ชายหาดและเกาะต่างๆ
ปีพ.ศ.2493 กองทัพเรือ ได้ออกประกาศตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยทางราชการ
และให้สงวนบริเวณสถานีทหารเรือสัตหีบบางส่วน ไว้เป็นเขตปลอดภัย และกรมประมงได้มอบการเก็บไข่เต่าทะเล
ในบริเวณเขตปลอดภัยให้กองทัพเรือเป็นผู้ดำเนินการ กองทัพเรือจึงได้ดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ดังนี้ 
ปีพ.ศ.2493 กองทัพเรือ มอบหมายให้ กรมอุทกศาสตร์เป็นหน่วยแรกที่ดำเนินการ 
ปีพ.ศ.2501 กรมอุทกศาสตร์ จึงได้โอนให้ สถานีทหารเรือสัตหีบ เป็นผู้ดำเนินการ
แต่เนื่องจากผู้บัญชาการสถานีทหารเรือสัตหีบ ในขณะนั้น ได้แก่ พล.ร.ต.อนันต์ เนตรโรจน์
ดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการกองการฝึกกองเรือยุทธการ อีกตำแหน่งหนึ่ง
จึงได้ลงคำสั่งให้ กองการฝึกกองเรือยุทธการ เป็นผู้ดำเนินการ 
ปีพ.ศ.2522 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงจัดตั้ง
“โครงการสมเด็จอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล”ซึ่งตั้งอยู่ที่เกาะมันใน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
สถานีอนุรักษ์เต่าทะเลของกรมประมงแห่งนี้ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ จำนวน 2 นาย
มาร่วมดำเนินการเพาะฟักและเพาะเลี้ยงพันธุ์เต่าทะเลร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือ
และกองทัพเรือได้ให้การสนับสนุนโครงการสมเด็จอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล
ด้วยการส่งลูกเต่าทะเลปีละ 4,000 ตัว (ลูกเต่าตนุ 3,000 ตัว และลูกเต่ากระ 1,000 ตัว )
ไปให้สถานีอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลของกรมประมง
ปีพ.ศ.2534 กองทัพเรือได้ส่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เต่าทะเล จำนวน 9 ตัว
ให้สถานีอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เกาะมันใน ไปเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ด้วย 
ปีพ.ศ.2532 กองทัพเรือได้อนุมัติให้ ฐานทัพเรือสัตหีบโดยกรมต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง
รับผิดชอบการดูแลเกาะครามแทน กองการฝึกกองเรือยุทธการ 
ปีพ.ศ.2535 กองทัพเรือได้มุ่งเน้นและขยายผลการดำเนินงานอนุรักษ์และพัฒนา
สภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งกองทัพเรือขึ้น
มีรองผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง
มอบหมายให้มีหน้าที่สำคัญคือ กำหนดเป้าหมาย นโยบาย
รวมทั้งอำนวยการประสานงานและกำกับดูแลการอนุรักษ์และพัฒนาสภาพแวดล้อมในทะเลและชายฝั่ง
ทั้งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามันให้เกิดผลดีมีประสิทธิภาพซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งคำสั่งนโยบายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของกองทัพเรือ
ได้กำหนดให้ งานอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการอำนวยการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ทะเล
โดยมีหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งเป็นหน่วยปฏิบัติ 
วันที่ 17 ต.ค.2544 กองทัพเรือ ได้ยกเลิกคณะกรรมการอนุรักษ์ต่างๆ
และได้จัดงานการอนุรักษ์ทั้งหมดที่กองทัพเรือเกี่ยวข้องเข้าไว้เป็นสายงานปกติของกองทัพเรือ
โดยมีกรมกิจการพลเรือนทหารเรือเป็นฝ่ายอำนวยการ สำหรับงานด้านการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลโดยตรงนั้น
มีหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง เป็นหน่วยดำเนินการ
ทั้งนี้เป็นไปตามการปฏิบัติของ ทร. ตามแผนปฏิบัติการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมทางทะเลภายใต้นโยบายความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 22 มิ.ย.2544
ในเรื่องนโยบายความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล ที่กำหนดให้กองทัพเรือเป็นหน่วยปฏิบัติหน่วยหนึ่งของรัฐ
ปีพ.ศ.2537 กองทัพเรือ ได้ยกเลิกการจำหน่ายไข่เต่าทะเล ซึ่งเคยจำหน่ายบางส่วน
ที่เหลือจากการนำมาเพาะฟักดำเนินการเพาะฟักทั้งหมด 
ปีพ.ศ.2538 กองทัพเรือได้ขยายการอนุรักษ์เต่าทะเล ไปยังด้านฝั่งทะเลอันดามัน
โดยให้อยู่ในความรับผิดชอบของกองเรือภาคที่ 3
กองเรือยุทธการ มีศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลอยู่ที่ ชายหาดสนงาม แหลมปอ ฐานทัพเรือพังงา อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

 

 

 

 

 

 

     
 

 

อภิวาทหลวงพ่ออี๋

ประวัติพระครูวรเวทมุนี (หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร)

หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร ท่านเป็นชาวจังหวัดชลบุรี ท่านเกิดวันที่ 1 ตุลาคม 2408 ณ บ้านสัตหีบ 
ตรงกับปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรของนายขำ และนางเอียง ทองขำ
ปีพ.ศ.2432 อุปสมบท ณ วัดอ่างศิลานอก ชลบุรี พระอาจารย์จั่น จนทสาโร วัดเสม็ด เป็นพระอุปัชฌาย์ 
พระอาจารย์ทิม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์แดง เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้รับฉายาว่า พุทธสโร ได้อยู่ศึกษาธรรมมะและเวทมนตร์ต่างๆกับพระอาจารย์แดงถึง 6 พรรษา
ก่อนไปฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อปาน วัดคลองด่าน
และท่านยังได้ออกธุดงค์วัตรไปทั่วทุกภาคของประเทศไทย
เมื่อบังเกิดความกล้าแข็งทางจิต สัมฤทธิ์ในธรรมแล้ว จึงเดินทางกับมาสร้างวัดสัตหีบขึ้น
ปีพ.ศ.2442 สร้างวัดสัตหีบ-เป็นเจ้าอาวาส
ปีพ.ศ.2467 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลสัตหีบ เจ้าคณะอำเภอสัตหีบ และพระอุปัชฌาย์
ปีพ.ศ.2484 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูวรเวทมุนี”
หลวงพ่ออี๋มีความรู้ในการใช้ยาแผนโบราณรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
มีเวทมนต์คาถา เสกเป่าวัตถุมงคลเป็นเมตตามหานิยม
โดยเฉพาะปลัดขิกนั้นโด่งดังที่สุดในเมืองไทย เป็นที่เลื่องลือในคุณวิเศษมาจนถึงทุกวันนี้
ท่านมรณภาพในท่านั่งสมาธิเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2489 
ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 10 ปีจอเวลา 20.35 น.
หลวงพ่อบอกให้พระที่เฝ้าพยาบาลท่านอยู่พยุงท่านลุกนั่งแล้วสั่งไม่ให้ใครแตะต้องตัว
ท่านนั่งทำสมาธิตัวตรงแล้วทุกคนก็ตกใจกันสุดขีดเมื่อไม้กระดานแผ่นหนึ่งในกุฏิล้มโครมมาฟาดกับพื้น
และแผ่นกระจกแตกกระจายทั่วพื้นพอหายตกใจได้สติก็รีบหันมาดูหลวงพ่อซึ่งตรงกับเวลา 21.05 น.
ท่านก็ปราศจากลมหายใจเข้าออกเสียแล้วทุกคนต่างอยู่ในอาการเศร้า
เมื่อข่าวของหลวงพ่ออี๋มรณภาพแพร่สะพัดออกไป ชาวบ้านต่างก็อยู่ในอาการเศร้าสร้อย
หลวงพ่ออี๋ท่านมรณภาพสิริรวมอายุของท่านได้ 81 ปี61 พรรษา
วันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2489 มรณภาพด้วยอิริยาบถนั่งขัดสมาธิ
ตรงกับปีจอ เวลา 20.30 น. รวมสิริอายุได้ 82 ปี
วันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี เป็นวันทำบุญคล้ายวันมรณภาพของท่าน
นอกจากนี้ท่านยังได้ใช้วิชาอาคมที่ศึกษาและฝึกฝนมาแข็งแกร่ง จนจัดสร้างและปลุกเสก
เครื่องรางของขลัง อย่างผ้ายันต์ เสื้อยันต์ ปลัดขิก
ออกแจกจ่ายแก่ศิษยานุศิษย์ทุกอย่างเป็นที่เลื่องลือในคุณวิเศษมาจนถึงทุกวันนี้
แม้หลวงพ่ออี๋จะมรณภาพไปนานหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ศรัทธาในตัวท่านยังไม่เสื่อมคลาย
ทางวัดได้จัดงานบุญแต่ละครั้งที่วัดสัตหีบ
มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมากราบนมัสการรูปเหมือนของท่านยิ่งสำหรับหัวเมืองตะวันออกแล้ว
ยังรำลึกอยู่เสมอว่า ท่านยังเป็นมิ่งขวัญทางจิตใจ  ทั้งโดยอภิญญาและโดยธรรม
หลวงพ่ออี๋ พุทธสโร (1 ตุลาคม พ.ศ.2408-20 กันยายน พ.ศ.2489)
ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดสัตหีบจังหวัดชลบุรี
ท่านเป็นที่พึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 8ของไทย
อาจมีคนที่ยังไม่ลืมภาพอดีตนั้น ภาพของหลวงพ่ออี๋ที่ยกผ้าเหลืองโบกไปโบกมา
พร้อมทั้งยืนบริกรรมพระคาถาอย่างสงบนิ่งลูกระเบิดที่หย่อนมาจากเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร
หมายถล่มตลาดและฐานทัพเรือให้ราบเป็นจุลกลับเบี่ยงเบนปลิวไปตกในทะเลจนหมดสิ้น
ไม่อาจทำลายฐานทัพเรือและชีวิตของประชาชนชาวอำเภอสัตหีบได้
นับแต่นั้นมาหลวงพ่ออี๋จึงได้รับการกล่าวนามถึงในความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์และช่วยรักษาชีวิตให้รอดปลอดภัยกันถ้วนหน้า

 

วัดสัตหีบ

วัดสัตหีบ หรือวัดหลวงพ่ออี๋ ตั้งอยู่ในตัวอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ด้านหลังวัดติดทะเล สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยหลวงพ่ออี๋ หรือพระครูวรเวทมุนี เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้น
ตั้งอยู่เลขที่ 333 หมู่ 1 ถนนชายทะเล ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
โดยวัดถูกสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2442 นายขำ และ นางเอียง ทองขำโยมบิดาและโยมมารดาของหลวงพ่ออี๋ ได้ขอพระราชทานที่ดินว่างเปล่าเป็นป่าไม้ที่ไม่มีเจ้าของ พระองค์ฯทรงอนุญาตให้สร้างวัดได้ ด้านเหนือติดทางเกวียน ด้านใต้ติดทะเลและด้านตะวันตกติดป่า ด้านตะวันออกติดที่ดินบ้านสัตหีบ โดยในปัจจุบันวัดนี้มีเนื้อที่จำนวน 30 ไร่ 28 ตารางวา ได้รับพระราชทาน วิสุงคามสีมาอุโบสถหลังแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2463 เนื้อที่ได้รับพระราชทาน กว้าง 2 เส้น ยาว 3 เส้น
วัดสัตหีบตั้งอยู่ที่ ถนนเทศบาล 9 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 20180
พิกัด : 12.663724 , 100.898102

   
 

เขาชีจรรย์พระใหญ่

ประวัติการสร้างเขาชีจรรย์


จากการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบว่าเขาชีจรรย์ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1/4 ตารางกิโลเมตร
มีลักษณะสูงชันมากยอดเขาสูงที่สุดมีความสูง 248 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ประมาณ 180 เมตรจากระดับพื้นดิน
เขาชีจรรย์เป็นหินเนื้อปูนประกอบด้วยหินอ่อนแคลก์ซิลิเกตรูปเลนส์ ขนาบด้วยหินฟิลไลต์ หินฉนวน และหินเมต้าเชิร์ต
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็น
สมเด็จพระญาณสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งทรงเสียดายเขาชีจรรย์ที่มีภูมิทัศน์ยิ่งใหญ่สง่างามตามธรรมชาติ
แต่กำลังถูกระเบิดทำลายทุกวัน จึงทรงดำริที่จะอนุรักษ์เขาชีจรรย์ให้คงชื่ออยู่คู่กับเขาชีโอน
ซึ่งมีส่วนหนึ่งอยู่ในเขตสังฆาวาสของวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร
ด้วยการสร้างพระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาเขาชีจรรย์ให้เป็นปูชนียสถานสำคัญทางพระพุทธศาสนา
ตั้งแต่ปีพ.ศ.2527 ถึง พ.ศ.2533 คณะกรรมการกำหนดรูปแบบพระพุทธรูปแกะสลักหินหน้าผาเขาชีจรรย์
ซึ่งตั้งโดยคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ได้กำหนดข้อยุติสร้างพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์
เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัยเลียนแบบพระพุทธนวราชบพิตรศิลปะสุโขทัยผสมล้านนา
ขนาดความสูง 109 เมตร หน้าตักกว้าง 70 เมตร
ฐานบัวหรือบัวบัลลังค์สูง 21 เมตรรวมความสูงขององค์พระและบัลลังค์ทั้งสิ้น 130 เมตร
เป็นแบบนูนต่ำโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมราชานุญาตพระราชทานนามพระพุทธรูปว่า "พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา" 
มีความหมายว่า "พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาที่รุ่งเรื่องสว่างประเสริฐ ดุจดังมหาวชิระ"

ขั้นตอนการสร้าง 
          การจัดสร้างพระพุทธรูปแกะสลักแบ่งงานเป็น 2 ส่วนคือส่วนที่หนึ่ง
การก่อสร้างพระพุทธรูปหน้าผาเขาชีจรรย์ และส่วนที่สองคือการตกแต่งภูมิทัศน์รอบองค์พระพุทธรูป
แกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์การก่อสร้างสถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเซีย (เอ.ไอ.ที)
เป็นผู้ดำเนินการกลั่นกรองบริษัทเอกชนที่เหมาะสมในการก่อสร้าง
ซึ่ง ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธ์ศิริ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์ ออกแบบการปรับแต่งผิวหน้า
นายกนก บุญโพธิ์แก้ว รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบองค์พระ
และในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2538 นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ได้ว่าจ้างบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลบลาสเตอร์ เป็นผู้ทำการก่อสร้างในราคา 43,305,800 บาท
งานระยะแรก เริ่มจากการสำรวจเพื่อการปรับแต่งผิวหน้าผาและเพื่อกำหนดความลึกของลายเส้นขององค์พระ
จากนั้นจึงระเบิดปรับเกลา และปิดรอยแตกร้าวด้วยวัตถุชนิดเดียวกับหน้าผา
จากนั้นงานระยะที่สอง ทำการสแกนภาพต้นแบบของพระพุทธรูปไว้ในคอมพิวเตอร์
แล้วบันทึกโปรแกรมส่งไปยังสแกนเนอร์ เพื่อควบคุมการยิงเลเซอร์เพื่อวาดภาพบนเขา
ซึ่งการฉายแสงวาดภาพบนเขาต้องทำในเวลากลางคืนเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน
ให้คนงานโรยตัวด้วยเชือกลงมาจากยอดเขาแล้วใช้สีฝุ่นวาดแต้มเป็นจุดตามที่แสงเลเซอร์กำหนดไว้
การก่อสร้างเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากผิวหน้าผามีการแตกและช้ำมากและฝนก็ยังได้ตกลงมา
ทำให้การทำงานมีความเสี่ยงมากขึ้น แต่ในที่สุดก็สามารถเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
และในวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 มีการประกอบพิธีน้อมเกล้าถวายพระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาเขาชีจรรย์
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ขอพระราชทานมหากรุณาธิคุณเสด็จฯไปทรงประกอบพิธีเบิกพระเนตร
และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระอุระของพระพุทธรูป เพื่อให้เกิดเป็นสิริมงคลสืบไป
พระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล
เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี
ใช้เงินค่าจัดสร้างประมาณ 161.7 ล้านบาทบริเวณโดยรอบตกแต่งเป็นสวนพักผ่อนหย่อนใจสวยงาม
บริหารงานโดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและจังหวัดชลบุรี
ดูแลบำรุงรักษาโดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ
เขาชีจรรย์ตั้งอยู่ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

พิกัด : 12.744778 , 100.953873

 

 
     
 

ไหว้กรมหลวงชุมพร

ประวัติพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์

พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 28 ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์(วร บุนนาค) ผู้บัญชาการทหารเรือวังหลวง
ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ แรม 3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะโรง19 ธันวาคม พ.ศ.2423 มีพระกนิษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดา 2 พระองค์ คือ พระองค์เจ้าหญิงอรองค์อรรคยุพา (สิ้นพระชนม์เมื่อทรงพระเยาว์)
และพระองค์เจ้าสุริยงประยุรพันธ์ พระองค์นับเป็นพระภาดา (ลูกพี่ลูกน้อง) กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ด้วยพระมารดาของเสด็จในกรมฯ (เจ้าจอมมารดาโหมด บุนนาค) กับพระมารดาของเสด็จพระนางฯ (คุณเล็ก บุนนาค) เป็นพี่น้องกัน
ทรงเข้าเป็นนักเรียนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อมีพระชนมายุได้ 13 พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เสด็จไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษพร้อมกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้น ทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ
ปีพ.ศ.2436 ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายเรืออังกฤษ
ปีพ.ศ.2439 ต่อจากนั้นทรงศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทหารเรือ โรงเรียนปืนใหญ่ และโรงเรียนตอร์ปิโด จนได้เลื่อนยศเป็นเรือเอก รวมเวลาที่ทรงศึกษาอยู่ในราชนาวีอังกฤษ 6 ปีเศษ
เสด็จกลับประเทศไทย ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2443 จึงได้รับพระราชทานยศเป็น นายเรือโท (ปัจจุบันเทียบเท่า นาวาตรี) ทรงได้รับการเฉลิมพระอิสริยยศเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมที่ "กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์" 
ดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการกรมทหารเรือ และทรงดำรงตำแหน่ง เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ 
ปีพ.ศ.2449 พระองค์ได้ทรงแก้ไขปรับปรุงระเบียบการในโรงเรียนนายเรือ ทรงเป็นครูสอนนักเรียนนายเรือ ทรงจัดเพิ่มเติมวิชาสำคัญสำหรับชาวเรือ เพื่อให้เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วสามารถเดินเรือทางไกลในทะเลน้ำลึกได้
คือ วิชาดาราศาสตร์ ตรีโกณมิติ พีชคณิต อุทกศาสตร์ การเดินเรือเรขาคณิต ทรงเป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเห็นความสำคัญและโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระราชวังเดิม ให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2449
ทำให้กิจการทหารเรือมีรากฐานมั่นคง และกองทัพเรือจึงยึดถือวันดังกล่าวของทุกปีเป็น "วันกองทัพเรือ"
ปีพ.ศ.2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้พระองค์ออกจากราชการอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณ จากตำราไทย
ทรงเขียนตำราสมุดข่อยด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เอง และรับรักษาโรคให้ประชาชนทั่วไปโดยไม่คิดมูลค่า ทรงเรียกพระองค์เองว่า "หมอพร"
ปีพ.ศ.2460 ประเทศไทยได้เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และกองทัพเรือยังขาดผู้มีความรู้ความสามารถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์
เสด็จกลับเข้ารับราชการในตำแหน่ง เจ้ากรมจเรทหารเรือ และดำรงตำแหน่ง เสนาธิการทหารเรือในปีพ.ศ.2461
ปีพ.ศ.2462 ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงพิเศษออกไปจัดหาซื้อเรือในภาคพื้นยุโรป เรือที่จะจัดซื้อนี้ได้รับพระราชทานนามว่า "เรือหลวงพระร่วง" ทรงเป็นผู้บังคับการเรือ
นำเรือหลวงพระร่วงเดินเรือข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร ด้วยพระองค์เอง
ปีพ.ศ.2463 มีพระบรมราชโองการให้เลื่อนพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตร์อุดมศักดิ์ ขึ้นเป็นกรมหลวงมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สิงหนาม ทรงศักดินา 15000 ฯลฯ
(คำ "เขตร์" ในพระนามเปลี่ยนเป็น "เขต" ด้วย) ทรงเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เล็งเห็นการไกล พระองค์ได้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานที่ดินบริเวณอำเภอสัตหีบ สร้างเป็นฐานทัพเรือ เมื่อปีพ.ศ.2465
เนื่องจากทรงเห็นว่า อ่าวสัตหีบเป็นอ่าวที่มีขนาดใหญ่ น้ำลึกเหมาะแก่การฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโด มีเกาะน้อยใหญ่รายล้อม สามารถบังคับคลื่นลมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เมื่อเรือภายนอกแล่นผ่านบริเวณนี้จะไม่สามารถมองเห็นฐานทัพได้เลย
ปีพ.ศ.2466 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เสด็จในกรมฯ ทรงดำรงตำแหน่ง เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ ต่อจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
ทรงดำรงตำแหน่งได้ไม่นานก็ได้กราบบังคมลาออกจากราชการ เพื่อพักผ่อนรักษาพระองค์ที่จังหวัดชุมพรทรงถูกฝนประชวรเป็นพระโรคหวัดใหญ่ สิ้นพระชนม์ที่ ตำบลทรายรี ในวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2466 สิริพระชนมายุได้ 43 พรรษา
กองทัพเรือไทยถือเอาวันที่ 19 พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์เป็น "วันอาภากร"

 

ศาลกรมหลวมชุมพรเขตอุดมศักดิ์ณ แหลมปู่เจ้า สัตหีบ

ศาลกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2503
อยู่ในความรับผิดชอบของฐานทัพเรือสัตหีบ
ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระรูปหล่อของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
เป็นประติมากรรมรูปหล่อขนาดเท่าพระองค์จริงในเครื่องแบบทหารเรือปิดทองคำเปลวทั้งองค์
และยังเป็นศาลแห่งเดียวที่บรรจุพระอัฐิของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ไว้ใต้ฐาน
และมีรูปหล่อหลวงปู่ศุข เกสโร ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของเสด็จเตี่ย
วันที่ 20 พฤศจิกายน 2503 ได้มีพิธีเปิด กระโจมไฟชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ซึ่งมีประภาคารเป็นกระโจมไฟขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ส่งสัญญาณบอกที่หมายทางทะเล
ลักษณะเป็นหอคอยสูงสีขาวตั้งอยู่โดดเด่นใกล้ศาลกรมหลวงฯ ผนังข้างประภาคารระบุชื่อ
“ชุมพรเขตอุดมศักดิ์” ภายในมีบันไดขึ้นไปด้านบน ชั้นบนเป็นห้องกระจกทรงกลม
คือห้องส่งสัญญาณไฟในแบบ 3 วับ 12 วิ คือ เปิดไฟสามครั้งต่อเนื่องและหยุดไป 12 วินาที แล้วจึงเริ่มเปิดใหม่
เป็นเช่นนี้ต่อเนื่องกันไป บริเวณรอบฐานประภาคารมีหุ่นจำลองเรือรอบหลายลำอยู่ในตู้กระจกให้ชมด้วย
ด้านหลังประภาคารมีหอสูงสำหรับชมทิวทัศน์
และที่ศาลหลังศาลกรมหลวมชุมพรเขตอุดมศักดิ์เป็นจุดชมทิวทัศน์ทะเลในอ่าวสัตหีบที่สวยงาม
เห็นหมู่เกาะในอ่าวทั้งหมดแถวหน้าจากขวาไปซ้าย
ได้แก่ เกาะเตาหม้อเป็นเกาะใหญ่ที่สุด เกาะพระ เกาะพระน้อยหรือเกาะเณร แถวหลังมีเกาะอีเลา
เกาะยอ และเกาะหมู ทั้งยังเห็นเมืองสัตหีบทั้งเมือง
เขาแหลมปู่เจ้าตั้งอยู่ ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี 20180
พิกัด : 12.650827851791375, 100.8540145550171

 

 

 

 

     
 

สวนกรมหลวงชุมพร หรือสวนสาธารณะหนองตะเคียน

สวนกรมหลวงชุมพร หรือสวนสาธารณะหนองตะเคียน เป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอสัตหีบ มีเนื้อที่ถึง 241 ไร่ 3 งาน 61.7 ตารางวา เป็นราชพัสดุของกองทัพเรือไทยภายในมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
ชื่อว่าอ่างเก็บน้ำหนองตะเคียน ขนาดความจุ 912,450 ลูกบาศก์เมตรมีสนามหญ้าปูรอบอ่างเก็บน้ำและต้นไม้ใหญ่เรียงรายให้ความร่มรื่นเป็นสวนสาธารณะที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจ
ใช้เป็นสถานที่ออกกำลังกายของประชาชนทางสำหรับวิ่งรอบสวนสาธารณะประมาณ 2.5 กิโลเมตร นอกจากนี้สวนสาธารณะหนองตะเคียนยังเป็นสถานที่สำหรับใช้จัดงานพิธีสำคัญต่างๆ เช่น วันลอยกระทง และวันอาภากร เป็นต้น
สวนกรมหลวงชุมพรนี้มีสิ่งปลูกสร้างที่กองทัพเรือดำริให้จัดสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนเผยแพร่พระเกียรติคุณพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีอยู่ 3ส่วนดังนี้ 
          1.พระอนุสาวรีย์ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์สร้างเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2529
ฐานทัพเรือสัตหีบได้ขออนุญาต กองทัพเรือ ดำเนินการพัฒนาหนองตะเคียนให้เป็นสวนสาธารณะ (สวนกรมหลวงชุมพร) ถวายเป็นสักการะและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
เนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา กับขออนุญาตสร้างพระตำหนักชั่วคราว และหล่อพระรูปพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
เพื่อประดิษฐาน ณ สวนสาธารณะแห่งนี้
          2.พระตำหนัก พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ จะอยู่ข้างขวาด้านหน้าของพระอนุสาวรีย์ฯ
เป็นที่ประดิษฐาน พระรูปพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ องค์เล็ก ขนาดสูง 60 เซนติเมตร
ซึ่งเป็นพระรูปที่หล่อเมื่อครั้งที่สร้างศาล พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่เขาแหลมปู่เจ้าในปีพ.ศ.2503
โดยได้อัญเชิญจากเขาแหลมปู่เจ้ามาประดิษฐานในกระโจมอำนวยการ จัดงานหาทุนสร้างพระอนุสาวรีย์ฯ พระองค์ท่าน ที่หนองตะเคียน เมื่อ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2529
          3.พิพิธภัณฑ์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กองทัพเรือมอบหมายให้ ฐานทัพเรือสัตหีบ
สร้างพิพิธภัณฑ์ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ณ บริเวณหลังพระอนุสาวรีย์ของพระองค์ที่สวนกรมหลวงชุมพร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่รวบรวม
และจัดแสดงพระประวัติสิ่งของเครื่องใช้ประจำพระองค์อันจะเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณ และแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์ท่าน
โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงเปิด เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2538 ซึ่งตรงกับ “วันอาภากร” 
รูปแบบของพิพิธภัณฑ์ เป็นอาคารชั้นเดียว จำนวน 3 อาคารดัวยกันคือ อาคารอาภากร อาคารชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และอาคารหมอพร โดยโอบล้อมพระอนุสาวรีย์เป็นรูปครึ่งวงกลม
          อาคารอาภากร เป็นอาคารที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพระประวัติของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ตอนที่ยังทรงพระเยาว์ จนกระทั่ง เข้ารับราชการทหารเรือ ซึ่งนอกจากเรื่องราวและภาพถ่ายต่าง ๆ แล้วยังมีการแสดงสิ่งของเครื่องใช้ประจำพระองค์เอาไว้ด้วย
เช่น กระบี่ทหารเรือ ปืน กรับที่ใช้ในการขับเสภา ชาม จาน ช้อนส้อม ชุดน้ำชา เมื่อคราวเสด็จไปรับเรือหลวงพระร่วง เครื่องประกอบพิธีทางไสยศาสตร์พระมาลา อินทรธนู ฯลฯ 
          อาคารชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้จัดแสดงเรื่องราวและภาพถ่ายขณะที่ พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ทรงรับราชการเป็นทหารเรือ การพัฒนากองทัพเรือ การตั้งกองดับเพลิง การรับเรือหลวงพระร่วง ปรับปรุงหลักสูตรการสอนในโรงเรียนนายเรือ ข่าวและเรื่องราวการสิ้นพระชนม์ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ของพระองค์ 
          อาคารหมอพร เป็นสถานที่รวบรวมเรื่องราวของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ตอนที่ออกจากราชการมาเป็นหมอพร และประวัติตำรายาต่างๆ
โดยจัดแสดงตำรายาเล่มที่ 1 ถึงเล่มที่ 15 หินบดยา ล่วมยาหรือกล่องยา ไม้ตะพดประจำพระองค์ ตำราดูลักษณะม้า และตัวอย่างสมุนไพรที่หมอพรนำมาประกอบเป็นยารักษาโรคแก่ประชาชนทั่วไป
พิพิธภัณฑ์พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์
พิกัด : 12.660375, 100.88404500000001
สวนสาธารณะหนองตะเคียน ( สวนกรมหลวง )

พิกัด : 12.6702081,100.8965268

 

 

 

Top Page

TOP

PAGE

ข้อมูลอ้างอิง

 

   
ห้องเรียนครูอู๋ นายภาณุพงศ์ อนันต์ชัยพัทธนา ปริญญาโท ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (ค.ม.) วิจัยการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
ปัจจุบันสอนอยู่ที่โรงเรียนสุรศักดิ์วิทยาคม ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สังกัด สพม.18