หน้าแรก
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
หน่วยการเรียนรู้ที่ 3
หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
หน่วยการเรียนรู้ที่ 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่ 7
หน่วยการเรียนรู้ที่ 8
หน่วยการเรียนรู้ที่ 9
หน่วยการเรียนรู้ที่ 10
หน่วยการเรียนรู้ที่ 11
ติดต่อเรา

 

 

 

 

หน่วยการเรียนรู้ที่ 11
แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอเมือง
จังหวัดชลบุรี

 

 

 

 

ประวัติความเป็นมาอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

สมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองชลบุรีปรากฏเป็นหลักฐานในทำเนียบศักดินาหัวเมือง ตราเมื่อปีพ.ศ.1919
มีฐานะเป็นเมืองจัตวา ผู้รักษาเมืองคือ “ออกเมืองชลบุรีศรีมหาสมุทร” ศักดินา 2,400 ไร่ ส่งส่วยไม้แดง จนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า
ปีพ.ศ.2310สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้เสด็จยกทัพผ่านมาทางบริเวณจังหวัดชลบุรีในปัจจุบัน ก่อนที่จะเข้าตีเมืองจันทบุรีและยกทัพกลับไปกู้กรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จ
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ยังไม่มีการจัดตั้งจังหวัดชลบุรีขึ้นเป็นทางการ บริเวณจังหวัดชลบุรี ประกอบไปด้วยเมืองใหญ่ 3 เมือง คือ เมืองบางปลาสร้อย, เมืองพนัสนิคม และเมืองบางละมุง
สมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองราชอาณาจักร โดยการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล ให้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทยหน่วยงานเดียว
เมืองในจังหวัดชลบุรีจึงเข้าอยู่ในมณฑลปราจีนบุรี ดังมีบันทึกว่า“รวมหัวเมืองทางลำน้ำบางปะกง คือ เมืองปราจีนบุรี 1, เมืองนครนายก 1, เมืองพนมสารคาม 1 และเมืองฉะเชิงเทรา 1 รวม 4 หัวเมือง
เป็นเมืองมณฑล 1 เรียกว่า มณฑลปราจีน ตั้งที่ว่าการมณฑล ณ เมืองปราจีน ต่อเมื่อโอนหัวเมืองในกรมท่ามาขึ้นกระทรวงมหาดไทย จึงย้ายที่ทำการมณฑลลงมาตั้งที่เมืองฉะเชิงเทรา
เพราะขยายอาณาเขตมณฑลต่อลงไปทางชายทะเล รวมเมืองพนัสนิคม, เมืองชลบุรีและเมืองบางละมุง เพิ่มให้อีก 3 รวมเป็น 7 เมืองด้วยกัน แต่คงเรียกชื่อว่ามณฑลปราจีนอยู่ตามเดิม”
ปีพ.ศ.2475 มีการเปลี่ยนแปลงรูปการปกครองครั้งใหญ่จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยพระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476
ได้ยกเลิกเขตการปกครองแบบเมืองทั่วราชอาณาจักรแล้วตั้งขึ้นเป็นจังหวัดแทน เมืองบางปลาสร้อย, เมืองพนัสนิคมและเมืองบางละมุง จึงรวมกันกลายเป็นจังหวัดชลบุรี โดยใช้บริเวณเมืองบางปลาสร้อยเดิมจัดตั้งเป็นอำเภอบางปลาสร้อย
ปีพ.ศ.2481อำเภอบางปลาสร้อยเปลี่ยนเป็นอำเภอเมืองชลบุรี ซึ่งเมื่อเปลี่ยนชื่อนี้แล้ว ตัวอาคารที่ว่าการอำเภอเมืองชลบุรี คงตั้งอยู่ในที่เดิมคือคลองบางปลาสร้อย ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ศาลากลางจังหวัดชลบุรี
ต่อมาที่ว่าการอำเภอเมืองชลบุรี ได้ย้ายจากที่เดิมมาสร้างใหม่ที่ชายทะเล ถนนพระยาสัจจา ตำบลบางปลาสร้อย อยู่ทิศตะวันตกของศาลากลางจังหวัดชลบุรี
ปีพ.ศ.2437 จังหวัดชลบุรีเปลี่ยนจากสังกัดกรมท่ามาเป็นกระทรวงมหาดไทย

 

เมืองศรีพโล

เมืองศรีพโล เรียกอีกอย่างว่า เมืองบางทรายตั้งอยู่ที่ตำบลเขาบางทราย อำเภอเมือง
จังหวัดชลบุรี เมืองศรีพโลเป็นเมืองท่าตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมทางทะเล
ตัวเมืองอยู่บนเนินเขา โดยมีเขาบางทรายทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้
ส่วนด้านทิศตะวันตกและทิศเหนือติดต่อกับที่ราบลุ่มริมทะเลและเป็นขอบของอ่าวบางปะกง
ผังเมืองเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมเคยมีแนวกำแพงดินโอบล้อมไม่มีคูน้ำ
เพราะตั้งอยู่บนที่สูงมีกำแพงเมืองสูงจากพื้นดินราว 3 เมตร กำแพงนี้ได้ถูกทำลายไปในคราวที่สร้างถนนสุขุมวิท
โบราณวัตถุที่พบในเมืองศรีพโลได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาแบบสุโขทัยและแบบจีนราชวงศ์เหม็ง,
กระปุก, แจกัน, ตลับ, ถ้วยชาม, ตุ๊กตาเสียกบาลแบบสุโขทัย, กำไร, พระพิมพ์ดินเผา,
เศษชิ้นส่วน เช่น กระเบื้องเชิงชาย, เศษอิฐโบราณสถานฯลฯ สถานที่สำคัญที่ปรากฏร่องรอยโบราณสถาน
ได้แก่ วัดศรีพโลทัยเป็นวัดใหม่ที่สร้างทับบนวัดเก่าสมัยอโยธยา
ปรากฏหลักฐานเป็นใบสีมาหินทรายแดงฝังดินรอบโบสถ์ 
นอกจากนี้วัดศรีพโลทัยยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
เก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่พบในเมืองศรีพโลวัดเขาบางทราย
เขาบางทรายน่าจะเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองศรีพโล
เพราะเป็นที่ตั้งของสิ่งสำคัญเช่นรอยพระพุทธบาทสมัยทวารวดีประดิษฐานอยู่บน
มณฑปยอดเขาและเชิงเขายังมีเจดีย์ทรงระฆังแปดเหลี่ยมแบบอโยธยา
จากโบราณสถานและวัตถุที่พบเมืองศรีพโลมีอายุอยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-20 
สำหรับความเป็นมาของชื่อเมืองพบว่า
ศรีพโล เป็นชื่อหมู่บ้านเก่าแก่ในพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของเมืองโบราณศรีพโลมาแต่เดิม
ตำนานของท้องถิ่นแสดงถึงความสำคัญของเมืองศรีพโลและที่มาของชื่อศรีพโลว่ามาจาก
เศรษฐีพาโล ผู้มั่งคั่งจากการค้าทางทะเล แฝงคติสอนใจแก่เรื่องความละโมบโลภมาก ดังนี้
“สมัยโบราณเมืองศรีพโลเป็นเมืองท่า มีเรือสำเภาของต่างชาติมาติดต่อค้าขายเป็นประจำ
แต่พวกลูกเรือสินค้ามักถูกเศรษฐีเจ้าเมืองใช้อุบายคดโกงเอาสินค้าไปเป็นของตน
โดยให้คนรับใช้แอบนำเอาสิ่งของมีค่าของตนไปซ่อนไว้ในเรือของพ่อค้า
แล้วกล่าวหาว่าพ่อค้าขโมยสมบัตินั้นไป แล้วทำการขอค้นเรือและสัญญาว่าถ้าหากค้นพบ
พ่อค้าจะต้องถูกริบสินค้าในเรือทั้งหมด ซึ่งวิธีการของเศรษฐีนี้ใช้ได้ผลเรื่อยมา
ทำให้แกร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี เกวียนบรรทุกทรัพย์สมบัติอันมากมายของเศรษฐีเดินผ่านเข้าพระบาทบางทราย 
จนกระทั่งเขาขาด ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนั้นว่าคอเขาขาด มาถึงปัจจุบันนี้
บางตำนานก็ว่าเพราะเศรษฐีใช้กลโกงจนเป็นนิสัย
ตาเศรษฐีรีบขนทรัพย์สมบัติหนีข้ามภูเขาทำให้เขาขาด
ความมีเล่ห์เหลี่ยมคดโกงของตาเศรษฐีเป็นที่ขึ้นชื่อถึงกับได้รับสมญานามว่า
เศรษฐีพาลพาโล เมื่อเอ่ยถึงเมืองนี้ ก็เรียกว่า เมืองเศรษฐีพาลพาโล
เรียกไปเรียกมาก็สั้นเข้าเป็นเมืองเศรษฐีพาโล แล้วในที่สุดก็เหลือเพียงเมืองศรีพโล”
โบราณวัตถุที่ขุดได้จากเมืองศรีพโลนี้ ได้แก่ พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปสำริด
ขันทองคำ จระเข้ปูน ก้อนศิลามีรอยเท้าสุนัข ถ้วยชามสังคโลกแบบสุโขทัย
เครื่องปั้นดินเผาแบบจีนเคลือบสีน้ำเงินขาวในสมัยราชวงศ์เหม็งของจีน
ชามเคลือบของญวน เครื่องประดับหลักคาเคลือบกระเบื้องดินเผาเชิงชาย
หลังคาเป็นเทพพนมในซุ้มเรือนแก้วแบบอยุธยา
แบบพิมพ์พระพุทธรูปดินเผาแบบอู่ทอง
ซากเรือจมสมัยสุโขทัยและอยุธยา ขวานหินขัด

สรุปความเป็นมาของจังหวัดชลบุรี

1.ยุคก่อนกรุงศรีอยุธยาพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นจังหวัดชลบุรีมีเมืองศรีพโลและเมืองพระรถตั้งอยู่แล้ว
โดยทุกวันนี้ยังมีหลักฐานความเป็นเมืองบางอย่างปรากฏชัดอยู่ 
2.ยุคกรุงศรีอยุธยาเมืองศรีพโลและเมืองพระรถอาจเสื่อมไปแล้วและมีชุมชนที่รวมกันอยู่หลายจุด
ในลักษณะเป็นบ้านเมือง อาทิ บางทราย บางปลาสร้อย บางพระเรือบางละมุง ฯลฯ
3.ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ แบ่งเป็น 3 ช่วงย่อยๆได้แก่
ช่วงแรก (ก่อน พ.ศ.2440 หรือ ร.ศ.115) ช่วงนี้จังหวัดชลบุรียังไม่เกิดขึ้นแต่ได้มีเมืองต่างๆ
ในพื้นที่เกิดขึ้นแล้ว คือ เมืองบางปลาสร้อย เมืองพนัสนิคม และเมืองบางละมุง
ช่วงสอง (หลัง พ.ศ.2440-2475) ขณะนั้นคำว่า “จังหวัด” มีใช้แห่งเดียวในราชอาณาจักร คือ จังหวัดกรุงเทพมหานคร
เข้าใจว่าคำว่า “เมืองชลบุรี” มีชื่อเรียกในช่วงนี้ โดยมีอำเภอเมืองบางปลาสร้อย (ที่ตั้งตัวเมือง)
อำเภอพานทอง  อำเภอบางละมุง  และอำเภอพนัสนิคม อยู่ในเขตการปกครองระยะต้น 
ต่อมาในระยะหลังปี พ.ศ.2460  จึงมีอำเภอศรีราชาและอำเภออื่นๆ เกิดขึ้นรวมกันอยู่ในเขตเมืองชลบุรี
ช่วงสาม (ตั้งแต่ พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบัน) มีการเปลี่ยนแปลงรูปการปกครองประเทศครั้งใหญ่
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตย 
โดยพระราชบัญญัติระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2476
ได้ยกเลิกเขตการปกครองแบบ “เมือง” ทั่วราชอาณาจักร  แล้วตั้งขึ้นเป็น “จังหวัด” แทน
โดยมีข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา เมืองชลบุรีจึงกลายเป็นจังหวัดชลบุรี 
และเปลี่ยนข้าหลวงประจำจังหวัดเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด

   
แผนที่อำเภอเมือง จังหวัลชลบุรี
 

ข้อมูลทั่วไปของอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี(AmphoeMueang Chon Buri)

อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่ 228.8 ตร.กม.
รหัสทางภูมิศาสตร์ 2001
รหัสไปรษณีย์ 20000, 20130 (เฉพาะตำบลแสนสุข เหมือง บ้านปึก หมู่ที่ 4-5 ห้วยกะปิ
และหมู่ที่ 7-8 เสม็ด), 20131 (เฉพาะหน่วยงานและหอพักในมหาวิทยาลัยบูรพา)
ศาลากลาง จังหวัดชลบุรี  ตั้งอยู่ถนนมนตเสวี ตำบลบางปลาสร้อยอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
ที่ว่าการอำเภอเมืองชลบุรี ตั้งอยู่ถนนพระยาสัจจา ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
พิกัด     13°21′43″N 100°58′45″E
หมายเลขโทรศัพท์0 3828 7199, 0 3827 4282  
หมายเลขโทรสาร 0 3827 4282
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปแบบมรสุม มี 3 ฤดู ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม
ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่ กลางเดือนพฤษภาคม ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่ กลางเดือนตุลาคม 
อาชีพหลัก ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม 
อาชีพเสริม ได้แก่ ค้าขาย 
ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ไม้ผล ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง  พืชผัก 
ชื่อแหล่งน้ำที่สำคัญ(แม่น้ำ/บึง/คลอง) ได้แก่ คลองบางปลาสร้อย

ที่ตั้งและอาณาเขต
อำเภอเมืองชลบุรี ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพตามเส้นทางถนนสุขุมวิท
ประมาณ 83 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนสายบางนา-ตราด ประมาณ 65 กิโลเมตร
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอพานทองและอำเภอบ้านบึง
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอศรีราชา
ทิศตะวันตก จรดอ่าวไทย

     
 

แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ของอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

 

พระพุทธสิหิงค์มิ่งมงคลสิรินาถ

พระพุทธสิหิงค์ชลบุรี เป็นพระประจำเมืองชลบุรี
ชาวชลบุรีได้ริเริ่มร่วมแรงร่วมใจกันสร้างให้เป็นพระประจำเมืองชลบุรี
มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2502 และในปีพ.ศ.2503 ได้มีการหล่อรูปองค์พระพุทธสิหิงค์
ด้วยเนื้อเงินบริสุทธิ์ จัดหล่อโดยกรมศิลปากร
ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระพุทธสิหิงค์ที่สร้างด้วยเนื้อเงินบริสุทธิ์เป็นองค์แรกและองค์เดียวในประเทศไทย
ที่จัดสร้างโดยกรมศิลปากร องค์พระเป็นเนื้อเงินบริสุทธิ์หนักถึง 53 กิโลกรัม
ฐานพระเป็นทองสำริตหนัก 73 กิโลกรัม เป็นพระพุทธรูปอันศักดิ์สิทธิ์
มีพุทธลักษณะงดงาม ดึงดูดศรัทธาจากผู้พบเห็น
และยังเป็นพระพุทธรูปที่นิยมใช้แห่แหนเป็นประเพณีในพิธีวันสงกรานต์
ซึ่งตรงกับจุดประสงค์ของชาวชลบุรีที่มีงานประจำปีประเพณีสงกรานต์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนิน เปิดหอพระพุทธสิงหิงค์
เมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2509 ทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ในบริเวณหอพระ
เพื่อความร่มเย็นเป็นสิริมงคล หลังจากนั้นวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2515
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินถวายนมัสการพระพุทธสิหิงค์อีกครั้งหนึ่ง
ทอดพระเนตรด้านพระศรีมหาโพธิ์ และการจัดสร้างศาลารายรอบหอพระพุทธสิหิงค์
นับว่าชาวชลบุรีได้บุญบารมี ได้พระคู่บ้านเมือง มีพระพุทธสิหิงค์อันศักดิ์สิทธิ์ มีหอพระที่สง่างาม

ข้อความในแผ่นจารึกหอพระพุทธสิหิงค์ชลบุรี 

แผ่นจารึกหอพระพุทธสิหิงค์ชลบุรี 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ
สยามมินทราธิราชบรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเปิดหอพระนี้
เมื่อวันเสาร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ.2509 ตรงกับวันแรม 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง จุลศักราช 1327
หอพระนี้สร้างด้วยความร่วมมือของข้าราชการ และประชาชนชาวจังหวัดชลบุรี
วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2508 ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 จุลศักราช 1327
สร้างเสร็จเมื่อ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2508 ตรงกับเดือนอ้าย จุลศักราช 1327
ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์จำลอง (องค์จริงประดิษฐานอยู่ที่พระที่นั่งพุทธไธสวรรค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ)
ทำด้วยเงินบริสุทธิ์ มีพุทธลักษณะงดงาม และมีขนาดเท่าองค์จริงทุกประการ
หล่อขึ้นเมื่อ พ.ศ.2503 เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้สักการะทุกวัน
สถาปนิกผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง คือ ม.ร.ว.มิตรารุณ เกษมศรี
สถาปนิกจากกองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร
หอพระพุทธสิหิงค์ ตั้งอยู่บนถนนวชิรปราการ ตำบล บางปลาสร้อย อำเภอเมืองชลบุรี ชลบุรี 20000
พิกัด : 13.359953, 100.983764

 
     
 

วัดเขาพระพุทธบาทบางทรายหรือวัดเขาบางทราย

“วัดเขาพระพุทธบาทบางทราย” หรือวัดเขาบางทราย มีอาณาเขตกว้างขวาง ครอบคลุมตั้งแต่ถนนสุขุมวิทหน้าวัดไปจนถึงเขาบางทราย บริเวณวัดปลูกต้นไม้ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อนมีทางถนนและบันไดเดินเท้าเพื่อขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท
ยอดเขาลูกที่หนึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารและอาคารเพื่อประกอบกิจกรรมอบรมธรรมะและวิปัสสนา มีพระพุทธรูปปางสมาธิประดิษฐานอยู่ 3 องค์ มีสถูปขนาดย่อมหนึ่งองค์
ยอดเขาลูกที่สอง มีวิหาร 1 หลัง มีพระพุทธรูปยืน 2 องค์ พระพุทธรูปนั่ง 5 องค์ มีเจดีย์ 1 องค์ กับหอระฆังอีกหนึ่ง
ยอดเขาลูกที่สาม เป็นยอดสูงสุดมีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาท พระพุทธไสยาสน์ 1 องค์ และพระพุทธรูปนั่ง 2 องค์
ต่อขึ้นไปอีกเป็นยอดเขาซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ประดิษฐานเดิมของพระพุทธบาท ร่องรอยหลักฐานปรากฏ ได้แก่ ศิลารูปคล้ายธรรมจักรจมอยู่ในดินโผล่ขึ้นให้เห็นเพียงครึ่งซีก ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “พระจันทร์ครึ่งซีก”

 

วัดเขาบางทรายแห่งนี้
กล่าวกันว่าพระมหากษัตริย์ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2249-2275
วัดเขาบางทรายเป็นพระอารามหลวงที่ใหญ่ที่สุด วัดนี้เคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ช่วงระยะหนึ่งแล้ว
กลายเป็นวัดร้างจนถึงรัฐสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาพระคลังที่สมุหกลาโหม
ยกทัพไปปราบอั้งยี่ ที่วัดคงคาลัย ตำบลบางทราย อำเภอเมืองฯ หลังจากปราบอั้งยี่ลงได้แล้ว
เจ้าพระยาพระคลังได้มีบัญชาสั่งให้ปลัดทัพสถาปนาวัดเขาบางทรายขึ้นมาใหม่ ในปีพ.ศ.2390
ต่อมาวัดนี้ได้รับการบูรณะอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยพระยาวิชิตชลเขต ผู้กำกับราชการเมืองชลบุรีกับพระราชาคณะหลายรูป
ศาสนสถานที่ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ได้แก่ มณฑปพระพุทธบาท เจดีย์ วิหาร ตึกพำนักเจริญภาวนาและบ่อน้ำ เป็นต้น
ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชอยู่
พระองค์ได้เสด็จธุดงค์ไปนมัสการพระพุทธบาท
และเสด็จเยี่ยมเจ้าอาวาสวัดเขาบางทราย เมื่อปีพ.ศ.2447
ทางราชการเคยใช้วัดเขาบางทรายเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
วัดเขาบางทราย ตั้งอยู่เลขที่ 200 สุขุมวิท ซอย บ้านสวน-สุขุมวิท 1 ตำบลบางทราย อำเภอเมืองชลบุรี  จังหวัดชลบุรี 20000
วันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2489 วัดเขาพระบาทบางทราย หรือ วัดเขาบางทราย
ยกฐานะของวัดเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญซึ่งเป็นวัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตินิกาย
พิกัด : 13.394765, 100.992503

 
     
 

วัดใหญ่อินทาราม

ประวัติวัดใหญ่อินทารามตั้งอยู่เลขที่ 858 ถนนเจตน์จำนงค์ ต.บางปลาสร้อย อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี แต่เดิมชื่อวัดอินทาราม แต่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากต่อมาว่า "วัดใหญ่" ปัจจุบันจึงเรียกว่าวัดใหญ่อินทาราม
วัดใหญ่อินทาราม พระอารามหลวง มีอายุเก่าแก่นานร่วม 600 ปี ทั้งยังเป็นโบราณสถานสำคัญของพระพุทธศาสนาคู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งที่พระนครอินทร์ หรือพระนครอินทราธิราช (สมเด็จพระอินทรราชา)
พระมหากษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จประพาสเมืองชลบุรี โดยขบวนพยุหยาตราชลมารคทอดพระเนตรเห็นทิวทัศน์อันน่ารื่นรมย์ไปด้วยแมกไม้ชายทะเล ได้ยินเสียงคลื่นลมในยามราตรีกาล
เหมาะแก่การประพฤติพรหมจรรย์ของพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีล จึงมีพระราชศรัทธาได้สร้างวัดขึ้นมา ในท้องที่แห่งนั้น อันเป็นตำบลบางปลาสร้อยในปัจจุบัน
ปีพ.ศ.1955 พระราชทานนามพระอารามนี้ว่า วัดอินทาราม เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชนามเดิมของพระองค์ว่า พระนครอินทร์ คนในสมัยนั้นมักเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดหลวง ต่อมามีการเรียกชื่อว่า วัดใหญ่
ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดใหญ่อินทาราม ทั้งนี้วัดใหญ่อินทารามแห่งนี้ มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้าน เป็นที่เลื่อมใสของชาวเมืองชล คือ "หลวงพ่อเฉย"

 
หลวงพ่อเฉย เป็นพระพุทธปฏิมาสำริดทรงเครื่องศิลปะสมัยอยุธยา
เดิมทีหลวงพ่อเฉยเป็นพระพุทธรูปประจำอยู่วัดสมรโกฏ
เป็นวัดที่สร้างในยุคเดียวกับวัดใหญ่อินทารามแต่ต่อมาภายหลังวัดสมรโกฏ
ไม่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาและขาดผู้อุปถัมภ์บำรุงจึงกลายเป็นวัดร้าง
และวิหารที่ประทับของหลวงพ่อเฉยก็ชำรุดทรุดโทรมขาดผู้บูรณะซ่อมแซมจึงผุพังไปตามกาลเวลา
ทำให้หลวงพ่อเฉยต้องประดิษฐานประทับนั่งอยู่กลางแจ้งท่ามกลางแสงแดดและลมฝนอยู่นานหลายปี
เป็นที่สังเวชต่อสายตาของผู้พบเห็นยิ่ง ชาวบ้านจึงได้ขนานนามท่านว่า "หลวงพ่อเฉย"
เพราะท่านประทับนั่งเฉยอยู่กลางแจ้ง ฝนตก แดดออกถูกต้องท่าน ท่านก็ไม่ได้บ่นได้ว่าอะไร
ต่อมาชาวบ้านจึงได้ประกอบพิธีอัญเชิญย้ายท่านจากวัดร้างสมรโกฏมาอยู่ ณ วัดใหญ่อินทาราม
เพื่อให้ประชาชนได้สักการะหลวงพ่อเฉย
ในช่วงเทศกาลงานประจำปีของจังหวัดชลบุรี วัดใหญ่อินทาราม จึงได้สร้างหลวงพ่อเฉยองค์จำลองขึ้น
เพื่อนำแห่รอบเมืองชลบุรีแต่ด้วยเป็นพระพุทธรูปจำลององค์ใหญ่
ที่มีลักษณะเหมือนมีขนาดเท่าองค์จริงและมีน้ำหนักมาก
จึงนำขึ้นแห่ได้เพียงปีเดียว และได้อัญเชิญมาประดิษฐานให้ประชาชนได้กราบไหว้
ที่บริเวณด้านล่างภายในวัดอีกองค์หนึ่งด้วย
หลวงพ่อเฉย เป็นพระพุทธรูปที่มีบารมีอิทธิฤทธิ์ สามารถบันดาลให้เด็กเล็กๆ
ที่เจ็บป่วยกลับกลายเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายอย่างน่าพิศวง
ชาวบ้านที่มีลูกเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นประจำมักจุดธูปเทียนถวายเป็นลูกหลวงพ่อเฉย
โดยจะฉีกชายจีวรที่ห่มคลุมองค์หลวงพ่อไปผูกข้อมือเด็ก
เด็กก็จะหายโรค หายภัย เลี้ยงง่ายเมื่อเห็นว่าผ้าเหลืองที่คลุมองค์หลวงพ่อถูกฉีกไปมากเข้า
ชาวบ้านก็จะมีศรัทธานำจีวรมาห่มให้ใหม่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น
หรือหากผู้ใดของหาย เมื่อเข้ามาบนบานต่อหลวงพ่อเฉยแล้ว ก็จะได้ของคืนเกือบทุกราย จึงเป็นที่เคารพสักการบูชาอยู่เสมอมา
     
 
วัดใหญ่อินทาราม ตั้งอยู่ใจกลางเมืองชลบุรี
เคยเป็นวัดที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
เมื่อครั้งเป็นพระยาวชิรปราการ ได้ตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองระยอง
ปกป้องดูแล ปราบปรามผู้ทุจริตคอยข่มเหงอาณาประชาราษฎร์ผู้หาที่พึ่งไม่ได้
รวมทั้งผู้มีน้ำใจภักดีจะมาเป็นกำลังก็มักถูกนายทองอยู่นกเล็ก
เป็นเสี้ยนหนามสกัดตัดโอกาสของคนทั้งปวงไว้เสมอ
พระยาวชิรปราการจึงสั่งให้ยกพลทหารเดินเท้าไปพักแรมอยู่บ้านหนองมน
แล้วให้ทหารไปสอดแนมดูได้ความว่านายทองอยู่
ได้เตรียมพลทหารศาตราวุธปืนใหญ่ปืนน้อยไว้พร้อม
จึงให้พลทหารเข้าไปหยุดประทับ ณ วัดหลวง
โดยให้นายบุญรอด แขนอ่อน นายชื่น บ้านไข้ ซึ่งเป็นเพื่อนของนายทองอยู่
เป็นผู้ไปว่ากล่าวตักเตือนและชักชวน นายทองอยู่ก็ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี
จึงพานายทองอยู่นกเล็กเข้าเฝ้า ณ วัดหลวง
มาสวามิภักดิ์กระทำความสัตย์ถวาย แล้วนำเสด็จเข้าเมืองชลบุรี
ทรงช้างพระที่นั่งเลียบทอดพระเนตรเมืองชลบุรีแล้วพาขุนหมื่นกรมการมาถวายบังคม
จึงทรงพระกรุณาแต่งตั้ง นายทองอยู่นกเล็กให้เป็นพระยาอนุราฐบุรีศรีมหาสมุทร
ตั้งขุนหมื่นกรมการตามถานาศักดิ์ เมืองชลบุรี
พร้อมพระราชทานกระบี่บั้งเงิน และพระราชทานเงินตราไว้ 2 ชั่ง
สำหรับสงเคราะห์แก่สมณพราหมณาจาริย์
ประชาราษฎร์ผู้ยากไร้เข็ญใจขัดสนข้าวปลาอาหาร
ทรงตรัสสั่งให้พระยาอนุราฐเลี้ยงดูไพร่พลให้ดี
อย่าให้มีโจรผู้ร้ายเบียดเบียนแก่กัน
 

วัดใหญ่อินทาราม ได้รับการประกาศจากทางราชการ ตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ.2325 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ.2335 ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
สังกัดคระสงฆ์มหานิกาย  เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2518
วัดใหญ่อินทาราม (พระอารามหลวง) ตั้งอยู่เลขที่ 858 ถ.เจตน์จำนงค์ ต.บางปลาสร้อย อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี
พิกัด : 13.363776, 100.98817299999999

     
 

พระตำหนักมหาราช-พระตำหนักราชินี 

 

พระตำหนักมหาราช 

เป็นพระตำหนักที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4
โดยใช้เป็น อาไศรยสถาน สำหรับรักษาคนป่วย
ตัวพระตำหนักสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรม
ทั้งไทย จีน และตะวันตกเข้าด้วยกัน โดยพระตำหนักมหาราชมีลักษณะเด่น
คือ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้นสีขาว หลังคาทรงปั้นหยา
เอียงลาดมาทางด้านหน้าเป็นจั่วมุงกระเบื้อง ไม่มีชายคายื่นจากผนังโดยรอบ
ไม่มีกันสาดบังแดดฝนให้แก่หน้าต่าง ใช้ซุ้มโค้งครึ่งวงกลมตรงชั้นล่างส่วนหน้ามุข
มีบันไดทางขึ้นแยกเป็น 2 ทางขึ้นสู่มุขตรงกลางอาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พระตำหนักราชินี 
เป็นพระตำหนักที่สร้างขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่4
โดยใช้เป็น อาไศรยสถาน สำหรับรักษาคนป่วย เช่นเดียวกับพระตำหนักมหาราช
ตัวพระตำหนักเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น สีแดง
มีส่วนที่เป็นระเบียงติดกับพื้นดินรองรับส่วนหน้าของอาคารหลังคาทรงปั้นหยายกจั่ว
มีมุขยื่นออกมาทั้งชั้นล่างและชั้นบน บริเวณมุขชั้นล่างเป็นผนังทึบ มีประตูรูปซุ้มโค้ง
ลักษณะหน้าต่างเป็นบานคู่ส่วนบนเป็นกระจกช่องแสง ลูกกรงและระเบียงเป็นปูนปั้นลูกมะหวด
ส่วนของเฉลียงระเบียงลูกกรงนั้นใช้เป็นทางสัญจรและที่รับลม
ซึ่งมีลักษณะเหมือนบ้านกงสุลอังกฤษและโปรตุเกสในสมัยนั้น

  ตึกทั้งสองตึกนี้สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ให้บูรณปฏิสังขรณ์ ในระหว่างที่ทรงสมเด็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งเสด็จประพาตยุโรป
ทรงพระราชทานนามตึกใหญ่ว่า ตึกมหาราช และ ตึกหลังเล็กว่าตึกราชินี กรมศิลปากรได้ประกาศให้ตึกทั้งสองหลังนี้ขึ้นเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2539
ปัจจุบันพระตำหนักสองหลังนี้ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ72 พรรษามหาราช การเข้าชมเปิดให้เข้าเยี่ยมชมทุกวันโดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย มีระเบียบปฏิบัติดังต่อไปนี้
1.เวลาเปิดทำการ วันจันทร์ – ศุกร์ : 8.30 – 16.30 น.
วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ : 9.30 – 16.30 น.
2. การแต่งกาย แต่งกายสุภาพ
3. ห้ามถ่ายภาพ
4. ห้ามนำเครื่องดื่มของมึนเมาเข้ามาในบริเวณพิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษามหาราช
5. ห้ามกระทำการใดๆ อันเกี่ยวกับการค้า หรือโฆษณาชวนเชื่อในบริเวณพิพิธภัณฑ์
6. ห้ามส่งเสียงหรือกระทำการรบกวนอันก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้อื่น
พระตำหนักตั้งอยู่  หมู่ที่ 4 ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
พิกัด : 13.340654,100.927077
     
 

บ่อหินสูง

อ่างศิลา หรือที่คนพื้นที่ดั้งเดิมเรียกกันว่า “อ่างหิน” เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 3 ชาวตะวันตก และคนบางกอกมาพักตากอากาศกันมาก ชื่ออ่างหินจึงเปลี่ยนเป็น “อ่างศิลา” เพื่อให้ดูสากลมากขึ้น
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสชายทะเลตะวันออก พ.ศ.2419 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้กราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับอ่างศิลา ลงวันที่ 9 มกราคม
ว่า “ที่เรียกว่าอ่างศิลานั้น เพราะมีแผ่นดินสูงเป็นลูกเนินศิลาก้อนใหญ่ๆ เป็นศิลาดาด และเป็นสระยาวรีอยู่ 2 แห่ง แห่งหนึ่งลึก 7 ศอก กว้าง 2 ศอก ยาว 10 วา แห่งหนึ่งลึก 6 ศอก กว้าง 3 วา 2 ศอก ยาว 7 วา
เป็นที่ขังน้ำฝน น้ำฝนไม่รั่วซึมไปได้ ท่านเจ้าพระยาทิพากรวงษ์มหาโกษาธิบดี เห็นว่าเป็นประโยชน์กับคนทั้งปวงจึงให้หลวงฤทธิ์ศักดิ์ชลเขตร ปลัดเมืองชลบุรี เป็นนายงานก่อเสริมปากบ่อกั้นน้ำ
มิให้น้ำที่โสโครกไหลกลับลงไปในบ่อได้ ราษฎรชาวบ้าน และชาวเรือไปมาได้อาศัยใช้น้ำฝนในอ่างศิลานั้น บางปีถ้าฝนตกมาก ถ้าใช้น้ำแต่ลำพังชาวบ้านก็ได้ใช้น้ำทั้ง 2 แห่งและบ่ออื่นๆ บ้างพอตลอดปีไปได้
บางปีฝนตกน้อย ราษฎรได้อาศัยใช้แต่เพียง 5 เดือน 6 เดือน ก็พอหมดน้ำในอ่างศิลา แต่น้ำในบ่อแห่งอื่นๆ ที่ราษฎรขุดขังน้ำฝนไว้ใช้นั้น มีอยู่หลายแห่งหลายตำบล ถึงน้ำในอ่างศิลา สองแห่งนี้จะแห้งไปแล้ว
ราษฎรใช้น้ำในบ่อแห่งอื่นได้ จึงเรียกว่า บ้านอ่างศิลา”บ่อหินสูงจึงเป็นที่มาของอ่างศิลาในปัจจุบัน

     
 

ประเพณีวิ่งควาย

ประเพณีวิ่งควายเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณเชื่อกันว่า หากปีใดไม่มีการวิ่งควาย ปีนั้นวัวควายจะเป็นโรคระบาดตายมากผิดปกตินอกจากนี้ควายที่เจ็บป่วยระหว่างปี เจ้าของควายก็จะบนบานให้หายแล้วนำมาร่วมในประเพณีนี้ด้วย
คนไทยโบราณเป็นคนที่มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูกตเวทิตา และมีเมตตาธรรม หลังจากได้ใช้ควายไถนาและทำงานในท้องนาอย่างเหน็ดเหนื่อยมาหลายเดือน เมื่อถึงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11
ก็จะตกแต่งควายของตนให้สวยงามด้วยผ้าแพรและลูกปัด เพื่อเป็นการทำขวัญควาย แล้วหยุดงานในนานำควายเข้าเมือง มีการพบปะเลี้ยงดูร่วมกับบรรดาชาวนาผู้ร่วมอาชีพ ตลอดจนประกวดความสมบูรณ์สวยงามของควายที่ตกแต่งมา
นับเป็นการสนองคุณของควายให้มีความสุขตามอัตภาพและได้พักผ่อนจากงานหนักในท้องนา การเลือกวัน 14 ค่ำ เพราะเป็นวันโกนก่อนออกพรรษา จึงตกแต่งควายดังกล่าวข้างต้น แล้วเทียมเกวียนบรรทุกกล้วย มะพร้าว ใบตอง
และผลิตผลอื่นๆ มาขายคนเมือง ขากลับก็ซื้อข้าวของไปทำบุญเลี้ยงพระในวันพระ ขึ้น 15 ค่ำ และวันออกพรรษา แรม 1 ค่ำคนโบราณถือว่าวันพระต้องทำบุญ และให้ควายได้หยุดงานพักผ่อน

 

ภาพจิตรกรรม “วิ่งควาย” วัดใหญ่อินทาราม จังหวัดชลบุรี

 

อีกกระแสหนึ่งในวันออกพรรษานั้น วัดใหญ่อินทาราม ซึ่งเป็นวัดสำคัญของชลบุรีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย
จะจัดให้มีการเทศน์มหาชาติ ชาวนาจึงตกแต่งประดับประดาควายและเกวียนบรรทุกกัณฑ์เทศน์มาที่วัด ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ
ในอดีตที่วัดใหญ่อินทารามมีหนองน้ำใหญ่ ชาวนาที่มาพักแรมที่วัดจะพาควายไปอาบน้ำเมื่อได้พบกัน
สิ่งที่น่าภาคภูมิใจยิ่งสำหรับประเพณีวิ่งควายของชาวชลบุรี
คือในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2455
ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีคือ พระยาวิเศษฤาไชยได้จัดวิ่งควายถวายทอดพระเนตรที่หน้าศาลากลางจังหวัดชลบุรี
ดังหลักฐานปรากฏในพระราชกิจรายวัน กรมราชเลขาธิการได้บันทึกไว้

  ปัจจุบันเทศบาลเมืองชลบุรี กำหนดจัดประเพณีวิ่งควายในวันขึ้น 14ค่ำ เดือน 11 อำเภอบ้านบึง อำเภอหนองใหญ่ และอำเภอเมืองจัดในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
ในวันกำหนดนัดหมาย ชาวนาจะตกแต่งควายของตนอย่างสวยงามด้วยผ้าแพรไหมพรมกระดาษ ดอกไม้สีต่างๆส่วนมากจะเป็นสีสันสดใส เช่น สีแดง สีเหลือง สีเขียว โดยมักจะตกแต่งที่เขา หน้าผาก คอ ข้อเท้า
และเชือกสนสะพาย แม้เจ้าของควายก็อาจแต่งกายให้ดูแปลกตาเป็นที่น่าสนใจเวลาเช้า จะจัดขบวนควายที่มีคนขี่บนหลังเป็นแถวเดินไปตามท้องถนนเป็นการแสดงตัวให้ผู้คนได้เห็น
และเกิดความสนใจการแสดงตัวให้ผู้คนได้เห็นและเกิดความสนใจเวลาบ่ายจึงมาพร้อมกัน ณ สถานที่นัดหมาย เช่นที่ เทศบาลเมืองชลบุรีจะจัดงานในบริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัด มีการกำหนดเส้นเริ่มออกวิ่งและเส้นชัย
ควายที่แข่งขันจะยืนที่เส้นเริ่มออกวิ่ง มีเจ้าของขี่อยู่บนหลัง เมื่อได้รับสัญญาณก็ออกวิ่ง ควายตัวใดเข้าเส้นชัยก่อนถือเป็นผู้ชนะ
ความสนุกจะอยู่ที่ท่าวิ่งของควายที่ดูแปลกตา บางคราวคนขี่ก็ลื่นตกลงมาจากหลังควาย และผู้ชมที่มีจำนวนมากจะส่งเสียงเชียร์ดังอื้ออึง การแข่งวิ่งควายเป็นการแข่งขันที่ไม่ได้มุ่งแพ้ชนะเป็นสำคัญ
เพราะควายไม่ใช่สัตว์ที่ได้รับการฝึกให้วิ่งแข่ง แต่การได้เข้าร่วมประเพณีและความสนุกสนานเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนขั้นตอนการวิ่งควาย ในปัจจุบันเจ้าของควายจะตกแต่งควาย อย่างงดงามด้วยผ้าแพรพรรณดอกไม้หลากสี
ตัวเจ้าของควายก็แต่งตัวอย่างงดงามแปลกตาเช่น แต่งเป็นชาวเขา ชาวอินเดียแดงหรือตกแต่งด้วยเครื่องทองประดับเพชรเหมือนเจ้าชายในลิเกละครที่แปลกตาแล้วนำควายมาวิ่งแข่งกัน โดยเจ้าของเป็นผู้ที่ขี่หลังควายไปด้วย
ความสนุกอยู่ที่ท่าทางวิ่งควายที่แปลก บางคนขี่ก็ลื่นไหลตกลงมาจากหลังควาย และมีการเพิ่มประกวดสุขภาพควายประกวด การตกแต่งควายทั้งสวยงามและตลกขบขัน มีการประกวดน้องนางบ้านนา
ทำให้ประเพณีวิ่งควายมีกิจกรรมมากขึ้น ชาวเกษตรกรรมต่างก็พอใจกัน พืชพันธุ์ธัญญาหารในไร่กำลังตกดอกออกรวง จึงคำนึงถึงสัตว์ เช่น วัว ควายที่ได้ใช้งานไถนาเป็นเวลาหลายเดือนควรจะได้รับความสุขตามสภาพบ้าง
จึงต่างตกแต่งวัวควายของตนให้สวยงามบรรดาเกษตรกรมีการสังสรรค์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนมีการประกวดความสมบูรณ์ของวัวและควายที่เลี้ยงกันในปัจจุบันนอกจากการวิ่งแข่งควายแล้ว
ยังมีประกวดสุขภาพควายและประกวดการตกแต่งควายประเภทสวยงาม และตลกขบขันด้วย

 

 

 

Top Page

TOP

PAGE

ข้อมูลอ้างอิง

 

   
ห้องเรียนครูอู๋ นายภาณุพงศ์ อนันต์ชัยพัทธนา ปริญญาโท ครุศาสตร์มหาบัณฑิต (ค.ม.) วิจัยการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 
ปัจจุบันสอนอยู่ที่โรงเรียนสุรศักดิ์วิทยาคม ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี สังกัด สพม.18